ไม่ได้ทำธุระปะปังกับ Blog ตัวเองเสียนาน เพราะมัวแต่เริงร่าในศาลายา แถมไม่ได้ดูหนังเรื่องใดเลย แต่วันนี้ก่อนกลับหอ เลย... 

  

ด้วยความเหี้ยนกระหือรือ (ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า วอนผู้สันทัดช่วยแก้ไขด้วย) อยากดูเป็นอันมาก เพราะติดอกติดใจกับตัวอย่างหนังที่ทำให้เกิดความเสี้ยน 'เข้าเมื่อไร อย่าให้พลาด' และวันนี้ก็ได้ดูสมใจอยาก ก็รู้นะ ว่ามันต้องแย่ เพราะ เว็บ imdb ให้คะแนนแค่ 6.2/10 มีนักวิจารณ์ต่างประเทศให้แค่หนึ่งดาวจากสิบดาว!!! Webboard ในไทยก็ด่าแหลก แถมก่อนหนังฉายไปยืนอ่านนิตยสารลงรูปป้ายโฆษณาหนังในต่างประเทศ โดนมือบอนลบตัวอักษร กลายเป็นคำว่า The _ _ _ penins อะไรมันจะเลวร้ายปานนั้น

The happening (2008) กำกับโดย M. Night Shyamalan ผกก.ที่ใครๆ ต่างเคยหลงรัก แต่หลังจากหนังของพี่ท่านลดระดับความดีลงเรื่อยๆ (ในความเห็นของคนหมู่มาก) จนมาเจ๊งสนิทกับหนัง Lady in the water ซึ่งใครๆ ต่างพากันรังเกียจ (แต่สำหรับผม..หนังเหลุดโลกได้ใจมากๆ ยังจำได้แม่นกับพ่อหมอกล่องซีเรียล) M. Night Shyamalan คงหวังอยู่ลึกๆ กับการกลับมาเป็นขวัญใจของคนดูอีกครั้ง แต่คงไม่ใข่กับหนังเรื่องนี้ เป็นแน่แท้ (แน่นอน..จากความคิดเห็นของคนหมู่มาก เช่นเคย)

หนังเล่าเรื่องของ เหตุการณ์ประหลาดครั้งแรกในนิวยอร์ก ซึ่งผู้คนต่างพากันฆ่าตัวตาย ทางการเชื่อว่าเป็นการก่อการร้าย และให้ผู้คนอพยพโดยด่วน ครูวิทยาศาสตร์ Elliot Moore ตัดสินใจอพยพไปอยู่บ้านเพื่อนครู Julian การเดินทางครั้งนี้ยังประกอบด้วย Alma แฟนสาวของ Elliot และ Jess ลูกสาวของ Julian แต่แล้วรถไฟก็หยุดกลางทางเนื่องจากผู้คุมรถไฟขาดการติดต่อ หลังจากนั้น หนังพาตัวเองไปสู่การพลัดพราก ทฤษฎีที่ Elliot คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ ความเห็นแก่ตัวของผู้คน และจบเหตุการณ์ที่บ้านพิลึกหลังหนึ่ง

ตลอดการเล่าเรื่อง ผมรู้สึกสนุก ตื่นเต้น สยองกับภาพที่เห็น เศร้าสลดกับการสูญเสีย และประเด็นรองที่โดดเด้งขึ้นมาคือ เรื่องราวของความรัก ความเห็นใจ หนังเสนอประเด็นที่ว่า 'คนเราจะรักกันมาก ก็ยามที่เจอเรื่องเลวร้ายนั่นแหละ' คิดดูว่าโรแมนติกขนาดไหน ตลอดรายทาง หนังสอดแทรกเรื่องความรักของพ่อ-ลูก ความห่วงใยของพ่อ-แม่ ความรักที่เริ่มแตกสลาย ความเห็นอกเห็นใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่แม้จะมีอยู่น้อยนิด แต่ก็น่าจะเพียงพอให้เรารู้สึกว่าไม่ได้เดินอยู่เพียงลำพัง ในสภาวะคับขันเช่นนี้

ปกติไม่ใช่แฟนของ Shyamalan เลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันด้อยหรือดีกว่าเรื่องอื่นตรงไหน แต่ถ้ามองว่าเป็นหนังในเกณฑ์ทั่วไป ไม่คิดอะไรมาก หนังยังดูสนุก น่าเสียดายที่มันน่าจะฝากอะไรให้เราตระหนักบ้าง เพราะหลังจากดูจบก็จบกัน หนังไม่ให้คำตอบที่แน่ชัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น หนังคล้ายกับ The Invasion เวอร์ชันล่าสุด ที่เล่าเหตุการณ์อันน่าประหวั่นพรั่นพรึง แต่จบแบบแกนๆ ซึ่งไม่ได้ทำให้เราตื่นตระหนกหลังดูจบ
(ตัวอย่างที่ หลังจากหนังจบ ผมยังตระหนกอยู่คือ The Ring)

แต่ยังไงก็ยังกรี๊ดหนังเรื่องนี้อยู่ดี ไม่ว่าหนังจะแย่ยังไง แต่ความชอบก้ยังมากอยู่ ขอเป็นหนึ่งเสียงที่ค้านกับคนทั้งปวง

หมายเหตุ : มีฉากหนึ่งที่ทั้งเศร้าและฮาในเวลาเดียวกัน คือฉากที่หญิงนางหนึ่งได้คุยโทรศัพท์กับลูกสาวที่อยู่อีกเมืองหนึ่ง มันเศร้าตรงที่แม่รับรู้ตั้งแต่ลูกยังสบายดีจนเกิดเหตุกาณ์ที่ลูกตาย ผ่านเสียงตามสาย คืออารมณ์มันแรงมาก (โดยส่วนตัว) และที่ฮาคือ ก่อนตาย ลูกจะพูดคำหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา 'ฉันเห็น..แบบแคลคูลัส' ฮา!!! (ตอนนี้กำลังร่ำเรียนวิชาแคลคูลัส อันน่าประหวั่นพรั่นพรึงอยู่พอดี พึ่งรู้ว่าแคลคูลัสฆ่าคนได้ ฮา!)

edit @ 15 Jun 2008 19:51:47 by rockalitm

เรื่องของเรื่องคือ อดใจไม่ไว้

มีเรื่องอยากมาปาฐกถา เลยเข้ามาเขียนเพื่อสนองความเสี้ยนของตนเอง

เรื่องที่หนึ่ง  :   รับน้องหยองขวัญ

สนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะมากที่สุด กับการรับน้องคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลของกระผม
ตอนแรกก็ปรามาสไว้ว่า คงแบบเรียบร้อยๆ ไม่มีอะไรมาก
แต่พอเอาเข้าจริง โอ้แม่เจ้า! มันส์เหงื่อหยดติ๋งๆ เลยทีเดียว 
ผมอยู่บ้าน 'สีหัก' บอกไว้เผื่อมีเพื่อนๆ เข้ามาอ่าน แต่ขอแนะนำว่า ห้ามผวน โดยเด็ดขาด
วันสุดท้าย ไปละเลงที่พญาไท มันส์สุดตรีนมาก
ทั้งเปียก เละ เลอะ เปรอะ เปื้อน แป้งเต็มตัว
และสุดยอดไฮไลท์ของงาน คือ การได้รู้ว่าคนกอดคอ อยู่ร่วมกันเคียงบ่าเคียงไหล่
และเริ่มใช้สรรพนามเรียกที่หยาบคายกันแล้ว
แท้จริงแล้ว ไม่ใช่น้องด้วยกัน แต่เป็นพี่ปี 4 โอ้พระเจ้า!
เกินคำบรรยายจริงๆ
ทั้งหมดทั้งมวล คือ สนุกได้ใจวัยโจ๋มากที่สุด
ขอบคุณพี่ๆ ทั้งหลาย ที่ได้จัดกิจกรรมนี้ ให้น้องๆ ไม่มีวันลืม

เรื่องที่สอง  :   อาการสุ่มเสี่ยงของหนังไทยเรื่องหนึ่ง

เรื่องนี้เป็นแค่การคาดการณ์โดยส่วนตัวเท่านั้น ไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงใดๆได้
คุณได้เห็นตัวอย่างหนังเรื่องใหม่ของ GTH หรือยัง ที่กำกับโดย ยุทธเลิศ สิปปภาค
หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า รัก/สาม/เศร้า
ทำไมหนังเรื่องนี้มันสุ่มเสี่ยงในความคิดของผมนะหรอ
ผมว่า มันไม่ปกติ อะไรที่เราเห็นมันอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด
หนังมีคำโปรยที่กล่าวว่า 'เมื่อคนที่เรารัก กลายเป็นคนรักของเพื่อน ที่เรารักมากที่สุด'
แน่นอนมันคือ เรื่องรักสามเศร้าตามชื่อเรื่อง แต่..ใครรักใครกันละ มันจะใช่แบบทั่วๆไปหรือ
เคยได้ถกประเด็นนี้กะ'เพื่อนกาด' (เจ้าเก่า) ถึงความน่าจะเป็น (พวกฟุ้งซ่านก็เงี้ย)
'เพื่อนกาด'บอกว่า "มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่ถ้าใช่จะดีใจมาก"
ดูท่า 'เพื่อนกาด'จะมีอาการสุ่มเสี่ยงมากกว่า เพราะพักหลังๆ มักกระหายแต่หนังอย่างนี้
ผมไม่เขียนอะไรมากดีกว่า เดี๋ยวถูกหาว่าเป็น คนเสี้ยม (จริงๆ ก็กำลังเสี้ยมอยู่ 555+)
ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวพอหนังฉายมันไม่เป็นอย่างที่ผมคิด จะหน้าแตกเอาได้ง่ายๆ
อยากให้ถึงวันที่ตัวเองหน้าแตกจริงๆ 19 มิถุนานี้ ได้รู้กัน
(ให้คุณพิจารณาจากโปสเตอร์หนัง และตัวอย่างหนังเอาเอง)
ขอย้ำอีกครั้งว่า คิดเอง เออเอง ด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ไช่ข้อมูลที่แท้จริงแต่อย่างใด

 

 

edit @ 27 May 2008 00:21:14 by rockalitm

ขอพักผ่อน...ก่อนเติบโต

posted on 22 May 2008 23:20 by filmmlif

คำเตือน : บทความนี้พร่ำเพ้อมาก ถ้าท่านผู้ใดอ่านแล้วรำคาญแกมหมั่นไส้ โปรดจงให้อภัย เพราะคนเขียนอ่านเองยังรำคาญตัวเองเลย

   

หลังจากทำ Blog มาได้2-3เดือน ก็ได้เรียนรู้ว่าการทำ Blog มันไม่ใช่อะไรง่ายๆเลย                                    

ขอเล่าย้อนตอนอยากทำ Blog ใหม่ๆ (ไม่มีใครอยากรู้หรอกน่ะ แต่อยากเล่า) ตอนนั้นเป็นช่วงกำลังรอผลadmission ว่างมากมาย เวลาเหลือเยอะแยะ เลยคิดว่า                                                                           

'เอาว่ะ ลองทำBlogดีกว่า'

บวกกับชอบดูหนังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยตกลงใจว่า ทำBlogเกี่ยวกับหนังเนี่ยแหละ ใกล้ตัวดี อยากแบ่งปันความคิดเห็นของหนังเรื่องต่างๆ ผมเชื่อว่า อาการแบบนี้เป็นกันทุกคนคือ พอเราดูหนังเรื่องไหนจบปุ๊บ แล้วมีปฏิกิริยาหลังดูจบ เราจะอยากเล่าให้ใครก็ได้ฟังว่า เรื่องนี้มันดีเลิศขนาดไหน หรือมันเลวทรามขนาดใด หรือว่ามันจี๊ดแค่ไหน เราพร้อมที่จะพรั่งพรูความคิดเห็นออกมา ตอนแรกคิดว่า อยากให้Blogของผมเป็นเหมือนที่แลกเปลี่ยนทัศนคติ ผมอยากรู้ว่าคนที่ได้ดูเรื่องเดียวกัน จะรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกน้อยใจว่า

'ทำไมคนเข้าBlogเราน้อยจังว่ะ'  'commentก็น้อยเหลือเกิน'  'อยากขึ้น Hot Post เหมือนคนอื่นจัง'

แต่ก็บอกกับตัวเองว่า 'เราเพิ่งเริ่มต้นเอง อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมาก เขียนๆ ไปเดี๋ยวก็มีคนเข้ามาเองแหละ'

จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยทุกครั้งเวลามีคนมาcomment เมื่อก่อนตอนผมเข้าBlogคนอื่น อ่านจบก็ปิด ไม่เคยcommentให้ใครเลย เพิ่งเข้าใจก็ตอนตัวเองทำBlogนี่แหละ ว่าcommentเป็นสิ่งที่สำคัญของคนทำBlogมากๆ มันทำให้เขามีกำลังใจในการเขียนต่อไป หลังๆเวลาเข้าBlogคนอื่น อ่านจบก็จะcommentให้เสมอ

พอเขียนมาได้เรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องการทำBlogเลย ได้แต่พิมพ์ๆๆ เป็นอย่างเดียว ช่วง2-3อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เลยหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับการทำBlog

'ใส่เพลงยังไง'  'Code HTMLคืออะไร เขียนยังไง'  'CSS ไว้ทำอะไร'  'RSSกับATOM มีไว้ทำไม'  'ทำไมBlogคนอื่นถึงสวยจัง'  'ทำไมBlogของเราถึงบ้านขนาดนี้'  และอื่นๆอีกต่างๆนานา

แต่จนแล้วจนรอดความสงสัยทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับคำตอบ (อย่างเดียวที่เพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งคือ การใส่tag) ผมก็เลยท้อ 'ทำไมการทำBlogมันยากจังว่ะ'

ผมมาลองพิจารณาบทความทั้งหมดที่ผมเขียนไป ก็รู้สึกอีกว่า

'เรายังเขียนไม่ค่อยดีน่ะ ยังวกวน และยังไม่ชวนอ่านเท่าที่ควร'

เหตุนี้แหละมั้งถึงทำให้มีคนเข้ามาน้อย ผมลองไปแวะเวียนBlogที่เกี่ยวกับหนังของคนอื่น ผมก็รู้สึกเลยว่า ของผมด้อยไปเลย ในเมื่อมันมีบทความที่ดีกว่า เขาจะมาอ่านของเราทำไมว่ะ ผมยังชอบบทความของคนอื่น มากกว่าของที่ตัวเองเขียนเลย ก็เลยเกิดอาการท้อรอบสอง

ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าตัวเองต้องย้ายไปอยู่ศาลายา 1 ปี ความคิดที่พรั่งพรูออกมามีดังต่อไปนี้

'คงเรียนหนักแน่ๆ'  'เราจะมีเวลาดูหนังเหมือนเดิมมั้ย'  'แล้วBlogละจะเอาเวลาที่ไหนมาเขียน'  เฮ้อ..คิดแล้วก็กลุ้ม จริงๆอยากดูหนังให้มากๆ และอยากฝึกเขียนBlogให้ดีๆด้วย

คิดไปคิดมาก็ได้ขอสรุปว่า จะขอแค่ห่างๆการเขียนBlogเอาไว้ โดยที่ถ้าอยากเขียนมากจริงๆ จะเข้ามาเขียน 

(แล้วผมจะคอยดูอีกทีว่าตัวเองจะห่างการเขียนBlogได้นานแค่ไหน มาพนันกันมั้ย ว่ามันห่างได้ไม่นานหรอก 555+) 

อีกอย่างผมรู้ว่า งานเขียนของผม ยังไม่ค่อยดี ยังใช้ความชอบ ไม่ชอบ ในงานเขียนอยู่ แถมยังไม่ค่อยมีตรรกะ ในเมื่อรู้ตัวว่ายังเขียนไม่ดี ก็เริ่มไม่ค่อยอยากเขียนมากแล้ว แต่ก็ยังอยากเขียนอยู่ (เอ๊ะ! ยังไง) ซึ่งผมทึกทักเอาเองว่า เป็นเพราะยังด้อยประสบการณ์ ยังใช้เวลามองโลก มองผู้คน มองสังคม น้อยเกินไป ผมจะใช้เวลาต่อจากนี้สั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้ที่จะเติบโตมากกว่านี้ และอีกอย่างคือ ไปศึกษาการทำBlogให้มากกว่านี้ เพราะตอนนี้ไม่รู้อะไรเลย

มาถึงตอนนี้ก็ถือว่าใช้เวลาคุ้มค่ามาก ในการทำBlog ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแวะชม และขอบคุณมากกับท่านที่มาcomment ทำให้ผมอยากเขียนต่อไปเรื่อยๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจอกันในเวลาอันใกล้นี้

หมายเหตุ1 :  ขอบคุณมากเป็นพิเศษสำหรับ เพื่อนกาด เพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายกับปฏิบัติการดูหนังตอนอยู่มัธยมปลายด้วยกัน และที่มาคอยcommentให้ทุกอัน (แม้ว่าจะโดนบังคับก็ตาม) ทุกนาทีที่เราอยู่ด้วยกันในโรงหนัง ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเรา (เน่าม่ะ..เน่ามาก หมู่นี้ชักจะสรรเสริญ เพื่อนกาดเยอะไปหน่อยแหละ) หวังเป็นอย่างยิ่งยวดว่าจะได้ดูหนังด้วยกันในเวลาอันใกล้นี้

หมายเหตุ2 :  กลัวคนอื่นน้อยใจ ขอขอบคุณท่านเพื่อนที่มีรายนามดังต่อไปนี้ ที่ได้ไปท่องโลกเซลลูลอยด์ด้วยกัน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
 

กู๊ด กับการเล่าหนังชั้นยอดตอนม.ต้น / แอ้ม กับการถ่อไปดูหนังที่Houseครั้งแรกในชีวิตและอาการเสี้ยนอยากดู : Brokeback Mountain /
 

กุ้ง เป้ ไนซ์ : หนังควบ / แคท กับการดูหนังโรแมนติก : Just like heaven /
 

บิน กับอาการบิดไปบิดมาในโรง : Babel / ต้า กับการโดนฉุดกระชากลากถูด้วยความจำใจ ทั้งHouseและหนังเทศกาล /
 

เฟิร์น(เจ้าแม่หนังเลือดสาด)กะตาล กับความมันส์สุดตีน : Vacancy+Nana / บี กับการบึ่งรถหลังโรงเรียนเลิก : Superman Returns /
 

มุกกะตาม กับความครื้นเครง : ปิดเทอมใหญ่ฯ / ตั้ม ผู้สันทัดกรณีของเรา /
 

หญิง กับอารมณ์ชื่นชมหนังการ์ตูน / และคนอื่นๆ ที่ขาดตกบกพร่องไป ขออภัยที่ไม่ได้เขียนถึง แน่นอนคุณมีความสำคัญไม่แพ้กัน (แค่ผมจำไม่ได้เท่านั้นเอง)

หมายเหตุ3 :  สุดท้ายขอบคุณ บรรดาภาพยนตร์ทั้งหลาย ที่ทำให้โลกของผม..เอ่อ ดูดีขึ้นเยอะ

edit @ 23 May 2008 10:41:40 by rockalitm

      

JUNO (2007) หนังเล็กๆ ที่กระแสดีมากๆ ตอนเข้าฉายที่อเมริกา คำวิจารณ์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น Little Miss Sunshine ปี 2007 กวาดรางวัลมาทั่วทุกสารทิศ ก่อนจะเป็นม้ามืดมาแรงบนเวที OSCAR ปี 2008 ด้วยการเข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม(Jason Reitman) นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม(Ellen Page) ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และชนะไปในสาขาบทภายนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม(Diablo Cody..เปรี้ยวสุดบนเวทีoscar) และปิดรายได้ด้วยการเป็นหนัง 100 ล้านเหรียญฯ..ทำได้ไง

พอเข้าโรงปุ๊บ ก็ไปดูด้วยกระหายใคร่รู้ ว่ามันดีจริงอย่างที่เขาบอกกันมั้ย พอดูจบ..ก็สรุปได้ว่า มันไม่ดีอย่างที่เขาพูดกันหรอก แต่มันต้องใช้คำว่า "ดีโครตๆ" ถึงจะถูก Juno เป็นหนังจำพวก 'เรียนรู้ก่อนก้าวพ้นวัย' หรือทางศัพท์หนังจะเรียกหนังประเภทนี้ว่า Coming-of-age Juno มีความคล้ายกับ Little Miss Sunshine ในแง่ของการนำเสนอตัวเองเป็นหนังตลกผ่อนคลาย ทั้งๆที่รากฐานของเรื่องราวที่แท้จริง มันสะท้อนปัญหาครอบครัวที่เครียดสุดแสน หนังเล่าเรื่องราวของ Juno MacGuff เด็กสาววัย 16 ที่ตั้งท้องกับแฟนหนุ่มเนิร์ด Paulie Bleeker หลังจากบอกเรื่องนี้แก่ที่บ้านให้รู้ เธอตัดสินใจยกลูกให้กับครอบครัวหนึ่งซึ่งตัวภรรยาอยากมีลูกมากแต่ไม่สามารถ

Juno คิดมาตลอดว่า เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว และรู้เรื่องราวบนโลกใบนี้มากกว่าใครๆ นั่นก่อนที่เธอจะเจอเหตุการณ์ผิดแปลกของความรัก ซึ่งทำให้เธอตั้งคำถามแก่พ่อว่า "จะเป็นไปได้มั้ย ที่คนสองคนจะรักกันไปตลอด" แม้ว่าจะไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่แค่นั้นก็ทำให้เธอได้ค้นพบบทเรียนสำคัญในชีวิต ยิ่งท้องของเธอโตขึ้นเท่าไรสภาพจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเธอก็พร้อมที่จะโตตาม ปกติผมก็ดูไม่ค่อยออกหรอกน่ะ ว่าคนไหนเล่นดี เล่นไม่ดี แต่ Ellen Page สามารถทำให้ผมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับ Juno ฉากสำคัญที่ Juno เจอเรื่องวิกฤต แล้วจอดรถข้างทางเพื่อร้องไห้ แค่นั้นผมก็ใจสลายไปพร้อมกับเธอ นี่แหละมั้ง ที่เรียกว่าการแสดงที่ดี สมควรแล้วที่เธอได้เขาชิงสาขานักแสดงนำหญิง

หนังนำเสนอ Paulie Bleeker (เล่นโดย Michael Cera) ในบทเด็กหนุ่มใจร้าย ซึ่งไม่เคยมาดูแล Juno เลยนับตั้งแต่เธอท้อง ซึ่งผมก็คิดเช่นนั้นในตอนต้นเรื่อง แต่พอผมลองสมมติตัวเองให้เป็น Bleeker ผมก็ตระหนักได้ว่า ตัวเองอาจจะทำอะไรที่แย่กว่านั้นก็เป็นได้ และในฉากตอนท้ายที่ Bleeker นอนกอด Juno บนเตียงคนไข้ แค่นั้น ผมในฐานะคนดูก็พร้อมที่จะให้อภัยทันที

หนังได้การแสดงสมทบชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น Jennifer Garner (เล่นดีมาก) ในบท Vanessa Loring หญิงสาวที่อยากมีลูก ผู้พบว่าชีวิตคู่ของเธอไม่เป็นดังหวัง ฉากที่เธอสัมผัสท้องของ Juno ทรงพลังมาก Jason Bateman ในบท Mark Loring ชายหนุ่มผู้ไม่มีความสุขในชีวิตคู่ Allison Janney ในบท Bren MacGuff และ J.K. Simmons (ถ้าคุณยังจำได้เขาคือ บก.ข่าวสุดฮาใน Spider-man) ในบท Mac MacGuff แม่เลี้ยงและพ่อของJuno ผู้คอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และไม่เคยซ้ำเติม และที่น่ารักได้ใจผู้ชมคือ Olivia Thirlby ในบท Leahเพื่อนสนิทของ Juno ผู้คอยให้คำแนะนำดีๆ ตัวละครทุกตัวล้วนมองผ่านโลกในอารมณ์ดี ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะร้ายแรงแค่ไหน เหมือนพวกเขาจะเข้าใจธรรมดาของโลกได้เป็นอย่างดี

ตัวหนังไม่พยายามตัดสินตัวละครใดๆ ว่าใครถูกหรือผิด นี่ละมั้ง ที่คุณดูล้วนเทใจให้ ทุกคนไม่ต้องการคำพิพากษาในสิ่งที่ตนทำไป เพราะมันต้องมีเหตุผลของแต่ละคน แต่เราควรให้กำลังใจกัน และช่วยกันฝ่าฟันปัญหาให้ผ่านพ้นไป เหมือนในหนังที่ทุกคนไม่มานั่งต่อว่ากัน ไม่จมปลักกับความทุกข์ที่มีอยู่ แต่เดินหน้า ก้าวต่อไป แน่นอนที่ทุกข์นั้นมันจะฝังใจเราไปอีกนาน ไม่มีวันหาย แต่ควรเก็บมันให้อยู่ลึกที่สุด และอยู่อย่างมีความสุขกับปัจจุบันที่เรายังมีอยู่ เหมือนที่ Juno(และตัวละครทุกตัว) มั่นใจในลูกของเธอ ไม่ใช่แค่ 100 แต่เป็น 104%

หมายเหตุ 1 : หนังจี๊ดสุดยอดทุกวินาที ความขำขันไม่เคยจางหายแม้ฉากนั้นจะเครียดแค่ไหน มีความสุขและประทับใจมากที่ได้ดูJuno ในโรง ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งยวด

หมายเหต 2 : Soundtrack ในเรื่องสุดยอดมาก (ขอบคุณที่มีแปลเพลงในหนังด้วย) จี๊ดขึ้นสมองทุกเพลง "ฉันไม่ติดรูปเธอบนผนังแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่รักเธอนะ แต่ไม่อยากเห็นคนของเธอมากกว่า" "ถึงแม้ในระยะนี้เราจะไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่ในระยะยาวเราจะเป็นเพื่อนกัน" (เนื้อร้องประมาณนี้แหละ ถ้าจำผิดขออภัย)

หมายเหตุ 3 : ขอบคุณน่ะ 'เพื่อนกาด' ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน เรามีความสุขทุกครั้งที่มีแกนั่งอยู่ด้วยในโรง เราหวังว่าเรื่องนี้มันจะไม่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูด้วยกันในโรง เราอยากบอกว่า แกเจ๋งที่สุด สำหรับเรา

edit @ 16 May 2008 23:07:00 by rockalitm

The Room : ห้อง ลับ ดับ จิต

posted on 08 May 2008 22:01 by filmmlif

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับตัวเองก่อน ที่ admission ผ่าน ได้ร่ำเรียนในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สมใจอยาก เก่งเหมือนกันน่ะเนี่ยเรา เหอะๆ ตั้งแต่นี้ต้องขยันๆ หน่อยแล้ว...อวดอ้างสรรพคุณตัวเองแล้วเข้าเรื่องเลยดีกว่า

อึน มึน สับสนอลหม่านในหัวมากๆ กับ The Room (2006) จากเบลเยี่ยม หนังที่มีทีท่าว่าจะเป็นหนังสยองขวัญ เอามันส์ (ซึ่งก่อนดูหวังไว้อย่างนั้น) หนังเล่าถึง ครอบครัวอมทุกข์อันประกอบไปด้วย แม่ผู้ไม่เป็นสุข พ่อผู้โมโหร้ายซึ่งอยากเป็นนักดนตรีมาตลอดทั้งชีวิต น้องสาวของบ้านผู้กำลังตั้งครรภ์และจะออกจากบ้านไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ พี่ชายผู้มีความผิดปกติทางสมอง และเด็กชาย2คน เรื่องเริ่มต้นเมื่อทั้งหมดรับประทานอาหาร และเด็กชายคนหนึ่งขอตัวเข้าห้องน้ำแต่นานมากจนผิดสังเกต เด็กชายอีกคนจึงไปตาม...แต่ทั้งคู่ถูกดูดเข้าไปในห้องหนึ่ง คนที่เหลือจะเข้าไปตามแต่ประตูนั้นถูกล็อคเสียแล้ว หลังจากนั้นคนที่เหลือจึงรู้ว่าตัวเองถูกขังอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าประตูหรือหน้าต่างไม่สามารถทำลายได้

หนังค่อยๆ เปิดเผยความลับของแต่ละคน ซึ่งพอบวกกับบรรยากาศในบ้านที่ดูขมุกขมัว ยิ่งทำให้อึดอัด ชวนสงสัย หนังเริ่มแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่ เมื่อ 'น้องสาวของบ้านผู้กำลังตั้งครรภ์' สามารถเข้าไปในห้องนั้นได้ มันพิสดารมากซึ่งผมบอกไม่ถูก ท่าทีของหนังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (ในความรู้สึกผม) ตอนแรกเป็นหนังสยองขวัญ จากนั้นเหมือนหนังจะสื่อเรื่องการเรียกร้องต่อต้านอะไรสักอย่าง(ขอไม่เปิดเผย) แล้วก็กลับมาเป็นหนังหลอนโรคจิตอีกครั้ง และสุดท้ายมันจบลงด้วยการเป็นหนัง... เออ ไม่บอกดีกว่าให้ดูด้วยตาและไตร่ตรองด้วยสมองของตัวเอง เพราะ 'ทั้งหมดมันอยู่ในหัวของคุณ'

เอาเป็นว่ามันผิดแผกไปหมดทุกอย่าง จากที่เราเคยๆดูกัน หลังจากดูจบมันกระอักกระอ่วน มึนๆ อึนๆ บอกไม่ถูก สมกับชื่อไทยของหนัง 'ห้องลับดับจิต' (มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ) และผมไม่สามารถตัดสินหนังเรื่องนี้ด้วยคำว่า 'ดี' หรือ 'เลว' ได้...ผมอยากคุย อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับใครก็ได้ที่ได้ดูมันแล้ว อย่างมาก ขอความกรุณาด้วย

หมายเหตุ : ผมมั่นใจว่าต้องมีคนเคยได้ดูน้อยมากๆๆๆ ข้อมูลใน imdb แทบไม่มีอะไรเลย รวมทั้งเว็บอื่นๆ เช่นกัน ผมยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมค่ายหนังยูไนเต็ดของไทย ถึงซื้อเอามาลงแผ่น (ขอขอบคุณอย่าสูง) ถ้าคุณบังเอิญพบเห็นหนังเรื่องนี้ในกระบะที่ไหน โปรดซื้อมันมาดูเลยครับ แค่ 49 บาทเท่านั้น!!!

edit @ 13 May 2008 22:44:46 by rockalitm

 คำเตือน บทความชิ้นนี้ไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ของหนัง แต่แนะนำว่าดูมาก่อนแล้วจะดีมาก

     ไปดูมาแล้ว!! ตามกระแสสังคม กับหนัง 'สี่แพร่ง' (2008) เห็นใครๆ ต่างพากันชอบอกชอบใจ หนังมีชื่อสากลอันสร้างสรรค์ว่า '4bia' (เท่กว่านี้มีอีกมั้ย) แต่อย่านึกน่ะว่าผมจะชอบไปซะหมด

  

ตอนที่ 1 เหงา ___ ผู้กำกับ : ยงยุทธ ทองกองทุน
     หนังเริ่มต้นด้วยอาการเหงาของหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งมาพร้อมกับการแสดงที่ขอปรบมือของ คุณเอ๋ มณีรัตน์ คำอ้วน ที่ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับเธอทุกฉาก หนังยังมีมุกเด็ดด้วยเสียงร้องอันน่ารักที่เต็มไปด้วยอารมณ์กลัวของคุณเอ๋ ที่ทำให้ทั้งโรงฮาครืน ทั้งๆที่คนดูก็กำลังกลัวอยู่ด้วย (สุดยอด..กลัวก็กลัวน่ะ แต่อยากฮาด้วย) และแน่นอนฉากไคลแมกซ์ที่ทำให้คนทั้งโรงสะดุ้งโหยง ที่ดูมีประสิทธิภาพมากๆ แต่..หลังจากตัวเองกลัวจดหัวหดเสร็จ ก็มานึกได้ว่า 'แค่ตกใจ แค่เนี้ย ไม่เห็นจะมีอะไรเลย' มันเป็นการตกใจที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งผมเสียดายกับการปูเรื่องมาดีมาก แต่มาจบด้วยแค่มุกบ้านๆ เฮ้อ..เอาเป็นว่า ประทับใจการแสดง แต่ไม่ประทับใจบทสรุป

หมายเหตุ : คือพูดในฐานะคนดูน่ะ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ยอมให้เครดิตแก่หนังสั้นเรื่อง'เหงา' ถึงแม้ตัวเองจะซื้อพล็อตมาแล้วก็เหอะ ติดตามหนังสั้นเรื่องนี้ได้ที่  http://video.mthai.com/player.php?id=23M1188968984M0 (ขอบคุณ'คุณตั้ม'ผู้สันทัดกรณีของเรา ที่ส่งหนังสั้นเรื่องนี้มาให้ดู)

ตอนที่ 2 ยันต์สั่งตาย ___ ผู้กำกับ : ปวีณ ภูริจิตปัญญา
ผมได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อนแล้ว อยู่ในหนังสือการ์ตูน 'จิตหลุด' ของคุณเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์(โฆษณาให้เลย ของเขาดีจริงน่ะ) ในการ์ตูนใช้ชื่อว่า 'อย่าอ่านชะตาจะขาด' พอมากลายเป็นหนังก็สนุกดีน่ะครับ ตื่นเต้นเลือดสาด หนังแทบถอดแต่ละหน้าของการ์ตูนเอามาขึ้นจอ รวมทั้งตอนจบที่เหมือนกันเด๊ะ แต่..ได้อารมณ์ไม่เหมือนกันแฮะ ผมขอเล่านิดนึง ตอนผมอ่านการ์ตูน พออ่านจบปุ๊บ ผมขว้างหนังสือทิ้งเลย แล้วความคิดแรกที่ผุดเข้ามาในสมองคือ 'แล้วกูจะตายมั้ยว่ะ' พร้อมอารมณ์กลัวสุดขีด ทั้งๆที่หนังใช้กลยุทธ์เดียวกันแต่มันไม่ใช่เลยอ่ะ คนดูกรี๊ดทั้งโรงก็จริงแต่ผมเชื่อว่ามันไม่ได้เกิดจากการกลัว แต่เกิดจากการตกใจมากกว่าที่มันพรึ่บเข้ามาบวกกับเสียงอันอึกทึก ผมอยากให้คนดูได้ความรู้สึกเหมือนที่ผมอ่านจัง ผมว่าน่ะ อาจเกิดจากการที่หนังไม่ให้คนดูได้ทำความความคุ้นเคยกับ 'สิ่งนั้น' เลย ทำให้ไม่กลัวแบบหลอน ได้แค่ตกใจนิดหน่อยแล้วก็ผ่านเลยไป เฮ้อ..ผมจะสนุกอยู่แล้วเชียว เพราะตอนแรกเลือดเต็มจอเลย ผมล่ะชอบ แต่พอยังงี้ก็เซ็งเลย แถมตอนท้ายยังมี CG อันตระการตา (ยังกะหลุดมาจากเกมตู้ House of the dead ยังไงยังงั้นเลย) เลยทำให้หนังลดความสยองลงไปหลายเลย

หมายเหตุ : ตอนแรกผมว่าจะหงุดหงิดอีกแหละ ที่หนังไม่ยอมให้เครดิตการ์ตูนเลย ไม่ว่าจะออกสื่อใดๆ แต่มารู้ทีหลังว่าคุณเอกสิทธิ์มาเขียนบทให้เอง ก็โอเคอ่ะ (ติดตามบลอกของคุณเอกสิทธิ์ได้ที่ http://eakasit.exteen. com)

ตอนที่ 3 คนกลาง ___ ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกูล
ผมว่าพื้นฐานจริงๆแล้วมันเป็นหนังตลกน่ะ แค่มีผีเป็นพล็อตรอง ซึ่งพอจะสยองก็สยองจริงจังจนผมนั่งไม่ติดที่ พอจะขำก็ขำแบบสุดลิ่มทิ่มประตู คนดูในโรงก็ร่วมทั้งขำ ทั้งกลัวร่วมกัน หนังมีส่วนผสมที่แปลกใหม่ เลยทำให้เรื่องนี้โดดเด้งขึ้นมาในสายตาผมทันที แล้วแต่ละมุกที่เล่นก็ฮาได้ใจ ทั้งๆที่บรรยากาศความสยองยังอยู่เต็มไปหมด จนบางทีผมยังบอกว่า 'พี่ค้าบ จะฮาไปถึงไหน กลัวจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาฮาอีก' พอถึงการเฉลยก็น่ะ เอาของเขามาเลย ล้อกันเต็มที่ ผมว่ามันดูเหมือนเป็นการคารวะมากกว่าน่ะ ผมว่าคนเขียนบทหรือ ผกก. ต้องชอบหนังเรื่องนั้นมากเลย ทั้งๆที่ตัวเองรู้ความจริงหมดแล้วน่ะ ตัวละครในเรื่องยังจะฮาอีกแหนะ ผมล่ะเฮ้อ..จะขำไปไหน แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือชอบสุดๆ อนาคตผมว่า ต้องเป็นต้นแบบของหนังสยองขวัญ/ตลกให้กับหนังเรื่องอื่นๆ ชัวร์

หมายเหตุ : ติดตามคุณฟรอยด์มาตั้งแต่เล่นละคร 'บ้านนี้มีรัก'(ไอ้ลิงค์ของคนดู) พอมาเล่นหนังเรื่องนี้ ยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่ รุ่งแน่ๆ

ตอนที่ 4 เที่ยวบิน 224 ___ ผู้กำกับ : ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
ตอนปิดท้ายที่ดูดีสุดๆ มีเนื้อเรื่องที่มีน้ำหนักมากที่สุดในบรรดา 4 ตอน มาพร้อมกับการแสดงที่ขอปรบมืออีกครั้งของ คุณพลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ หนังมีปมประเด็นที่ให้ขบคิด ผมยังคิดอยู่เลยว่า จริงๆแล้วเราต้องเอาใจช่วยตัวละครของคุณพลอยให้รอดพ้น หรือช่วยกันสมน้ำหน้าดี (ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณพลอยเล่นดีจริงๆ) ฉากสยองก็ดูจริงจัง มีประสิทธิภาพมาก เพราะคนดูก็ร่วมกันวี้ดว้ายอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผมอ่ะหรอ..เหอะๆ หลุดปากออกมาว่า 'โอย โอย พอแล้ว กลัวแล้ว' และสั่นไปทั้งตัว (ฮาตัวเอง) ผมชอบฉากจบมากๆเลย ทำให้ทั้งเรื่องดูมีเหตุผล 'เพื่อนกาด' ที่ไปดูด้วยกัน ได้เสนอแง่มุมแปลกใหม่ ประมาณว่า มีตัวละครตัวหนึ่งที่ดูเหมือนตั้งใจจัดฉากให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น ถ้าใครได้ดูแล้ว ลองคิดดูน่ะครับ ไม่ว่าจะเรื่อง กาแฟ อาหารของพลอย การตายของศพ ซึ่งพอผมฟัง'เพื่อนกาด'จบปุ๊บ  เออว่ะ เหมือนจะใช่เลย สรุปคือ หนังสยองสุดๆ และมีบทที่แข็งแรง

หมายเหตุ : การที่หนังเล่าเรื่องบนเครื่องบินซึ่งเป็นที่แคบ แต่ผมกลับไม่รู้สึกกดดันเท่าที่ควรแฮะ ไม่เหมือนกับตอนดูเรื่อง Flightplan(2005) ซึ่งเล่นกับที่แคบได้ดีมาก กดดันสุดๆ

สรุป : ถ้าพูดถึงการเป็นหนังสยองขวัญก็ถือว่าสอบผ่านมากๆ แม้ว่าบางตอนเนื้อเรื่องจะอ่อนไปหน่อย น่าจะมีอะไรมากกว่านี้ มุกน่ากลัวบางมุกก็สามัญพบได้ทั่วไป แต่ก็น่ะ ยังไงก็ยังใช้ได้ผลอยู่ (แต่ถ้าเล่นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่แน่เหมือนกัน) ฉากสยองทั้งหลาย มันคือฉากที่หนังผีทั่วไปควรมีนั่นแหละ ไม่ได้แปลกใหม่อะไร เช่น พอเสียงเงียบกริบเมื่อไร เมื่อนั้นแหละที่ผีจะโผล่ หรืออัดเสียงโครมครามกันเต็มที่ ให้กลัวหัวหดไปข้างเลย พอดูจบก็จบกัน ไม่ได้เอาไปหลอนที่บ้านเลย เซ็งน่ะเนี่ย ถามว่าคุ้มค่า 120 บาทมั้ย ขอคืน 30 ล่ะกัน แต่ที่อัศจรรย์ใจที่สุดคือบรรยากาศในโรงอันสนุกสนาน คนดูทุกคนเหมือนเป็นเพื่อนกัน เข้ามาครื้นเครงด้วยกัน น้อยครั้งนักที่คุณจะได้เห็นอะไรแบบนี้

edit @ 13 May 2008 22:44:15 by rockalitm