"ขอเชิญร่วมดื่มด่ำกับคู่ขวัญตลอดกาล แจ็คกับโรส ในภาพยนตร์ที่คู่ควรกับรางวัลออสการ์" นี่คือประโยคที่ทำให้ผู้เขียนฮาก๊าก (และนี่คืออารมณ์ขันอย่างเดียวที่หนังมี) ในภาพยนตร์รักหวานอมขมกลืน ที่ตอกย้ำให้ผู้เขียนตระหนักว่า ‘ชีวิตรักหาใช่สิ่งสวยงามเสมอไป' The Revolutionary Road...ถนนแห่งฝัน สองเรานิรันดร์ (2008) การกลับมาเป็นคู่รักบนจอเงินอีกครั้งของ Leonardo DiCaprio และ Kate Winslet หลังพาเรือล่ม และกระชากน้ำตาคนดูไปเป็นแกลลอนใน Titanic เรื่องนี้กำกับโดย Sam Mendes (สามีของ Kate Winslet นั่นเอง) ผู้เคยตีแผ่ชีวิตครอบครัวอเมริกันอันลือลั่นใน American Beauty (1999) (อีกเรื่องคือ Jarhead (2005) หนังสงครามที่ฮาและแสบสันต์สุดๆ)

          ผู้เขียนเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปีนี้ในสาขาใหญ่ๆ เลย ซึ่งรวมถึงสาขานักแสดงด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก (มีเพียงสาขาสมทบชายของ Michael Shannon ที่เข้าชิง ส่วน  Kate Winslet เข้าชิงจาก The Reader แทนและชนะไปในที่สุด) เพราะทุกๆ คนเล่นกันชนิดพลีกายถวายชีวิตเพื่อให้หนังเรื่องนี้ออกมาดีที่สุด หนังเล่าเรื่องในปี 1955 ยังมีคู่สามี-ภรรยาคู่หนึ่ง ที่หลังจากคบหาดูใจกันได้ไม่นาน ก็มีลูกจึงต้องเร่งสร้างครอบครัว และหาบ้านอาศัยในชุมชนที่ดูภายนอกช่างสวยงามยิ่งนักบนถนนแห่งการปฏิวัติ Frank Wheeler คือสามีที่ต้องจำทนทำงานที่น่าเบื่อเหมือนเครื่องจักร ส่วน April Wheeler ก็คือภรรยาที่หลังจากเอาดีด้านการแสดงไม่ได้ ก็หันมาเป็นแม่บ้านชีวิตจำเจแทน หลังจากฉลองวันเกิดของสามี April ก็บอกให้สามีรู้ว่า เธออยากย้ายครอบครัวไปอยู่ปารีสที่ที่พวกเขาจะได้พบกับโลกใบใหม่ เธอโน้มน้าวจนสามีเห็นด้วย หนังเปิดตัวละคร John (Michael Shannon) นักคณิตศาสตร์ผู้มีอาการทางประสาท ลูกชายของครอบครัว Givings คนที่ทำให้ Wheeler มั่นใจว่าการไปปารีสเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด และคุณก็คงเดาถูกที่มันคงไม่เป็นดั่งหวัง เมื่อครอบครัว Wheeler เจอสองเหตุการณ์พลิกผันที่ไม่เพียงแต่ทำให้การเดินทางล่ม แต่ยังทำให้เรื่องราวหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ ความสิ้นหวัง และการพังทลายของชีวิตคู่

 

          ก่อนเข้าไปดู ผู้เขียนหวั่นๆ อยู่ว่า วุฒิภาวะของผู้เขียนที่ยังน้อยนิด ยังด้อยประสบการณ์อยู่มาก จะทำให้เข้าใจพฤติกรรมของตัวละครหรือไม่ แต่หลังจากดูจบ แน่นอนอาจจะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ที่พอจะสรุปได้ว่า การประคับประคองชีวิตคู่เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดในกระบวนการทั้งหมดของการมีความรักของชาย-หญิง

          หนังตีแผ่ครอบครัวอเมริกันในยุค 50 (ซึ่งอาจรวมถึงยุคปัจจุบัน และทุกครอบครัวในโลก) ที่เต็มไปด้วยความฝัน ความหวัง และความทะเยอทะยานที่อยากทำสิ่งต่างๆ และหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ซึ่งผู้เขียนอยากให้หนังจบทุกครั้งไปเมื่อพอจะเห็นความหวังเล็กๆ เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ และสิ่งที่ทำให้หนังดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ก็คือ ทีมนักแสดงที่แข็งแรง ผู้เขียนดีใจมากที่ได้เห็นการแสดงเหล่านี้บนจอใหญ่ ขนาด Leonardo DiCaprio ที่ผู้เขียนไม่ค่อยปลื้มเท่าไร แต่คราวนี้ผู้เขียนเทให้หมดใจทันที ในฉากวิ่งที่สะเทือนอารมณ์ที่สุด Kate Winslet ให้การแสดงที่สุดยอดในการเป็นภรรยาที่ล้มเหลวทั้งการมีชีวิตคู่ การมีฝัน และการเป็นแม่ อีกคนที่ผู้เขียนลืมไม่ลงคือ Michael Shannon กับการปรากฏตัวเพียงสองฉาก แต่ทำทุกคนตายสนิท วลีเด็ดๆ ก็ล้วนออกมาจากชายผู้นี้ เช่น "คนส่วนมากรู้ว่า ชีวิตที่เป็นอยู่มันว่างเปล่า แต่เขาต้องกล้าพอด้วยที่จะรู้อีกว่ามันว่างเปล่าและสิ้นหวังด้วย" และประโยคสุดท้ายก่อนออกจากบ้าน "ผมดีใจที่สุด ที่ไม่ได้อยู่ในท้องของคุณ" (!!!) รวมทั้งฉากระเบิดอารมณ์ที่มีอยู่หลายลูกด้วยกันก็ทำให้ผู้เขียนอึ้ง ทึ่ง เสียว อ้าปากค้างมาแล้ว และสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ บทภาพยนตร์ และการกำกับที่สุดยอดจริงๆ

 

         หนังสะท้อนปัญหาชีวิตคู่อันระทมทุกข์ที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าเข้าใจกันดีแล้ว คิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว ไม่เคยพูดอย่างเปิดอก และปล่อยให้ทุกสิ่งเลยตามเลยของมันไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งไอ้สิ่งที่มันเลยตามเลยมานาน มันไปตันกองอยู่ที่เดียวกัน จนกลายเป็นความทุกข์กองใหญ่ ที่ต้องกำจัดมันโดยการจุดไฟเผาทันที หนังยังเปิดเผยให้เห็นว่า ไม่ได้มีแต่คู่ของ Wheeler เท่านั้นที่มีปัญหา ครอบครัวอื่นๆ บนถนนสายนี้ก็ประสบพบเจอเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าจะยอมทนรับสภาพข่มขื่นทรมาน แล้วหลอกตัวเอง ฝืนยิ้มต่อไป หรือรอวันที่จะระเบิดออกมาครั้งใหญ่ และนอกจากเราจะเสแสร้งใส่คนรักของตัวเองแล้ว เรายังใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่นในสังคมอีกด้วย (หนังพูดถึงประเด็นนี้ที่ทำให้ผู้เขียนสะอึก) และ John Givings ที่ทุกคนหาว่า ‘บ้า' พูดและทำในสิ่งที่ตัวเองนึกคิดอย่างเปิดเผย ไม่เสแสร้งใดๆ กลับกลายเป็นคนที่ปกติที่สุด และถ้าให้ผู้เขียนเลือกที่จะเป็นใครในหนัง ผู้เขียนก็อยากเป็น John Givings แต่แน่นอนว่าผู้เขียนและใครอีกหลายคนก็คงทำไม่ได้ ถ้าเรายังต้องอาศัยและยังอยากมีตัวตนอยู่ในสังคม

หมายเหตุ : ทราบว่าหนังเรื่องนี้ดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกันของ Richard Yates ใครทราบบ้างว่าได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยหรือยัง อยากอ่านมาก

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เป็นหนังที่ดี ใครมีปัญหาครอบครับมาดูเรื่องนี้ ซึ้งangry smile

#1 By ta (118.174.221.93) on 2009-03-26 17:42

พึ่งดูจบเมื่อกี๊นี้เอง
เป็นหนังที่อ้าปากได้บ่อยๆ

^^

#2 By ae on 2009-07-21 15:48

R O C K View my profile

Categories