หนังในหัว#๑ : 10 หนัง 'หลากชีวิต' (ตอนที่ 1)
posted on 03 May 2009 17:53 by filmmlif in Filmขอประเดิมคอลัมน์ใหม่ล่าสุดด้วย '10 หนัง หลากชีวิต' อาจจะสงสัยกันว่า 'หนังหลากชีวิต' เป็นยังไง เลยจะขอจำกัดความด้วยตัวเองว่า เป็นหนังที่ว่าด้วยความอลหม่านของชีวิต มีตัวละครหลายตัวที่เชื่อมโยงกันด้วยเหตุการณ์หนึ่งหรือมีการพบเจอกัน ทุกตัวละครอาจเจอกันหรือไม่เจอกันทั้งหมดก็ได้ แต่ทุกคนล้วนสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้น หนังอย่าง Paris, je t'aime หรือ สี่แพร่ง จึงตกประเด็นไปครับ เพราะเป็นหนังสั้นหลายเรื่องมาต่อกันเฉยๆ 'หนังหลากชีวิต' มักทำให้ผมตื่นเต้นอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่ามันทำออกมายากมากกับการที่จะทำให้มันลงตัว และบอกเล่าความเป็นไปของทุกตัวละครได้ครบถ้วน หนังแนวนี้จึงมีกลยุทธ์การเล่าเรื่องที่แพรวพราว น่าติดตาม เห็นว่าเร็วๆ นี้จะมีหนังชื่อ Winged Creatures เข้าฉาย เรื่องประมาณว่า เหตุฆาตกรรมในร้านอาหาร ทำให้ใครหลายคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายต้องมาร่วมชะตากรรม (ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด อยากดูจริงๆ) ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คิดหัวข้อนี้ขึ้นมา
มาดูเลยดีกว่าว่า 'หนังหลากชีวิต' ในหัวของผมมีเรื่องอะไรกันบ้าง
1. Amores Perros (2000)
หนังภาคแรกในบรรดาไตรภาคหลากชีวิตของผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu และคนเขียนบท Guillermo Arriaga ที่ถ่ายทำในบ้านเกิดเม็กซิโก เรื่องราวของ 3 ชีวิตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ หนังพาไปสำรวจชีวิตทั้งสามทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ สะท้อนชีวิตของผู้คนที่ต้องดิ้นรน ฝ่าฟันต่อความทุกข์ยาก ชายหนุ่มจากครอบครัวยากจน นางแบบสาวที่ชีวิตพลิกผัน ชายชราอมทุกข์ผู้มีอดีตอันเจ็บปวด ทั้งสามไม่รู้จักกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ การต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป นี่คือภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ปี 2001 ที่พาเราร่วมขมขื่นกับชะตากรรมของพวกเขา
2. 21 Grams (2003)
ภาพยนตร์ลำดับที่ 2 ของไตรภาค โดยครั้งนี้ได้ดาราคุณภาพจากฝั่งฮอลลีวูดมาร่วมแสดงทั้ง Sean Penn Naomi Watts และ Benicio Del Toro เล่าเรื่องของอุบัติเหตุรถชนคนที่ชักนำคนแปลกหน้า 3 คน อันประกอบด้วย ชายผู้ถูกเปลี่ยนถ่ายหัวใจดวงใหม่ แม่ผู้สูญเสียลูก และชายนักโทษ ให้ต้องมาร่วมค้นหาความจริงของชีวิต โดยชื่อเรื่อง 21 กรัมคือน้ำหนักของบางสิ่งที่จะหาหายไปทันที หลังจากเราหมดลมหายใจ หนังพาคนดูร่วมค้นหาว่า บางสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร แล้วระหว่างความรักกับความแค้น อะไรมีน้ำหนักมากกว่ากัน ถ้าคิดว่าเนื้อหาของหนัง 'หนักอึ้ง' แล้ว หนังซ้ำเติมคนดูด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องที่สับสน อลหม่าน เรื่องราวไม่ปะติดปะต่อ เช่น เมื่อตะกี้ยังเห็นทั้งสามคนอยู่กันคนละที่อยู่เลย แต่ตัดมาอีกฉาก อ้าวเฮ้ย! รู้จักกันตอนไหนว่ะ เปรียบเสมือนหนังทั้งเรื่องคือภาพชิ้นใหญ่ แต่ถูกซอยให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยเอาวางมาเรียงต่อกัน หลายคนบอกว่า การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้หนังดูสนุกก็จริง แต่มันกลับทำให้คนมองข้ามสารบางอย่างที่หนังต้องการนำเสนอ ซึงสำหรับผมชอบนะ สนุกกับการปะติดปะต่อเรื่องราว และยังหดหู่กับเรื่องราวได้ด้วย
3. Babel (2006)
ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของไตรภาค ซึ่งได้ดาราดังๆ อย่าง Brad Pitt และ Cate Blanchett ร่วมแสดง และแจ้งเกิดนักแสดงสาวจากแดนปลาดิบ Rinko Kikuchi ที่ส่งให้เธอเข้าชิงสาขานักแสดงสมทบหญิงจากเวทีออสการ์ปี 2007 ซึ่งรวมถึงการเข้าชิงสาขานักแสดงสมทบหญิงอีกหนึ่งรางวัลจากบทบาทของ Adriana Barraza (ป้าผู้รันทด "ผมเสียน้ำตาให้กับฉากของป้านะครับ") และเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่เสียให้ The Departed (เนี่ยนะ!) หลังสิ้นเสียงปืนจากหน้าผา ผู้คนในรถทัวร์พากันแตกตื่น เมื่อพบว่าหญิงสาวคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ นั่นคือจุดหักเหที่ทำให้คน 4 กลุ่มต้องเผชิญกับวิบากกรรมครั้งใหญ่ของชีวิต สามีกับภรรยาผู้ได้รับบาดเจ็บจะทำเช่นไร เมื่อที่นั่นไม่ใช่ประเทศของตน เด็กชายในครอบครัวยากจนกำลังถูกตามล่า ป้ากับลูกชายที่ต้องเดินทางไปต่างเมือง แต่ต้องรับภาระพาเด็กสองคนไปด้วย และสุดท้ายคือ สาววัยรุ่นญี่ปุ่นใจแตก (มันเกี่ยวกันได้ไงว่ะ?) หนังมีประเด็นในเรื่องการสื่อสารคนละภาษา ความทุกข์อันเป็นสากลของมนุษย์ การสูญเสียครั้งใหญ่ ยากนักที่จะนำกลับคืนมา นี่คือหนังในดวงใจของผมครับ
(เพิ่มเติม : Babel คือชื่อหอคอยที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อให้สูงไปถึงสวรรค์ คิดท้าทายพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้เกิดภาษาที่แตกต่างกัน ทำให้มนุษย์สื่อสารกันไม่เข้าใจ การก่อสร้างจึงหยุดชะงักลง มนุษย์ล้มเลิกและแยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานในที่ต่างกัน เป็นเหตุให้ทุกคนไม่รู้จักกัน)
4. Love Actually (2003)
คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้มาก เชื่อว่าคงเคยผ่านหูผ่านตากันหมดแล้ว หนังรักที่ถูกพูดถึงและบอกต่อมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังรักอีกหลายเรื่อง หนังพูดถึงความรักหลากหลายรูปแบบ นับไม่ถ้วน มีตั้งแต่อาการแอบรักของเด็กชายกับสาวฮ็อตในโรงเรียน ไปจนถึงความรักของนายกรัฐมนตรี และไม่จำกัดแค่ความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น หนังยังนำเสนอความรักในครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งอบอวลไปด้วยบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาส ช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า พร้อมที่จะเผื่อแผ่ความรักให้แก่กัน 'ทุกคนล้วนมีหัวใจ และทุกหัวใจล้วนมีรัก'
(เพิ่มเติม : 1. รู้หรือไม่? ว่า Love Actually ที่ฉายในเมืองไทย หายไปหนึ่งคู่ นั่นคือคู่รักนักแสดงหนังโป๊ 2. ตอนเรียนภาษาอังกฤษเทอมแรก มีให้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วสอบ แต่ใครจะอ่านในเมื่อมีหนังให้ดู ตอนนั้นเองที่หนังเรื่องกลายเป็นกระแสในมหิดล และเห็นว่าบางคนได้ดูแบบเวอร์ชั่นเต็มด้วย อิจฉา!)
5. ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น (2551)
นี่คือ หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องข้างบนมาแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงความรักหลายรูปแบบ กลวิธีการเล่าเรื่อง อีกอย่างที่เห็นชัดเลยคือ มีตัวละครในเรื่องดู Love Actually และหยิบวิธีบอกรักในหนังมาทำตาม จริงๆ แล้วปิดเทอมใหญ่ฯ อาจไม่ใช่หนังหลากชีวิตตามแบบที่กล่าวเอาไว้ เพราะตัวละครแต่ละตัวไม่ค่อยสัมพันธ์กันเท่าไร แต่ด้วยการเล่าแบบนี้เลยดูเหมือนทุกคนสัมพันธ์กัน (เอาว่าผมอยากจัดให้มันอยู่อ่ะ) หนังบอกเล่าความรัก 4 รูปแบบ รักเพื่อน รักที่ต้องแย่งชิง รักแท้แพ้ระยะทาง และรักคลั่งดารา ซึ่งโดยรวมอาจจะยังไม่ค่อยลงตัว แต่ก็ถือว่าน่าประทับใจ โดยเฉพาะอาการคลั่งดาราของน้องโฟกัส ที่ถือว่าสุดยอดด้วยประการทั้งปวง อีกคู่คือ เพื่อนรัก รักเพื่อน ฉากร้องไห้ในห้องน้ำของ ว่าน รัชชุ โดนใจซะ!
(เพิ่มเติม : หนังเรื่องนี้ทำให้ผมค้นพบว่า เพลงชื่อ ‘หยุด' เราก็ต้องหยุดตามเพลงดิ ทำไมเราไม่เคยคิดเลยว่ะ หรือว่าจริงๆ แล้วเขาทำกันจนเป็นธรรมเนียมไปแล้ว และทำให้เพลงหยุด ของ Groove Riders กลายเป็นเพลงประจำตัวที่ต้องดิ้นให้ได้ในคอนเสิร์ต)
โปรดติดตามอีก 5 เรื่องในตอนต่อไปครับ
Love actually นั้นให้ขึ้นหิ้งหนังรักไปแล้วครับ
ส่วนหนังไทยเรื่องนั้น มันไม่ค่อยน่าจำจำสำหรับผมเอาซะเลยครับ
#1 By Seam - C on 2009-05-04 14:11