อยากบอกเล่าให้โลกรับรู้ : 1. ช่วงนี้ Blog มีปัญหาไม่รู้เป็นอะไร ส่วนของ Catagories เจ๊งเละ!! ตอนนี้แก้ได้บางส่วน ก็ยังเหลืออีกบางส่วนซึ่งกำลังกวนใจผมมาก

2. บทความนี้เขียนทิ้งไว้นานแล้วตั้งแต่ต้นปี แต่เพิ่งคิดจะเอามาลง (เออ...ทำไมคิดนานจังก็ไม่รู้)

     

       

               ผมตั้งตารอดูภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างใจจดใจจ่อ หลังจากเสียน้ำตาอย่างสุขใจกับวรรณกรรมรางวัลซีไรต์ปี 2549 ชื่อเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นหนังสือที่มีคนบอกต่อกันมาก จนถึงวันนี้เท่าที่ผมแวะไปตามแผงหนังสือ พิมพ์ไปแล้วกว่า 62 ครั้ง!!! แต่หลังจากภาพยนตร์ออกฉาย มีผู้คนแสดงความคิดเห็นมากมาย บ้างก็ชอบ บ้างก็ไม่ชอบ ถึงขนาดด่าซะเละก็มี ถือเป็นปรากฏการณ์เงียบๆ ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักในภาพยนตร์ไทยสักเรื่อง

               ความสุขของกะทิ (2552) ผลงานกำกับของ เจนไวย์ ทองดีนอก ดัดแปลงจากหนังสือ 2 เล่มคือ ความสุขของกะทิ และความสุขของกะทิ ตอนตามหาพระจันทร์ เล่าเรื่องของ เด็กหญิงนามกะทิอาศัยอยู่กับตายายในสังคมชนบท โดยความลับเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอถูกเก็บงำไว้ จนกระทั่งตายายเปิดเผยว่า แม่ของกะทิป่วยหนัก และยื่นขอเสนอว่า กะทิอยากเจอแม่หรือไม่ เมื่อตอบตกลง เรื่องราวจึงนำไปสู่การเปิดเผยความลับของครอบครัว ช่วงเวลาแห่งการเยียวยาใจ การยอบรับสภาพความจริง ซึ่งดูช่างเป็นความทุกข์ที่หนักหนาของเด็กน้อยคนหนึ่ง และการมาของความสุขต่อจากนี้ของกะทิและครอบครัว

     

                ก่อนอื่นผมขอขอบคุณใครก็ตามที่ทำให้หนังเรื่องนี้บังเกิดขึ้น และดีใจมากที่ได้เห็นทุกฉาก ทุกตัวละครในจอภาพยนตร์ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด หลังจากดูจบ ผมเข้าใจทันทีว่าทำไมหลายคนถึงเกลียดหนังเรื่องนี้ หนังดำเนินเรื่องอย่างเชื่องช้า ชวนหลับเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีการเร้าอารมณ์ใดๆ แม้ว่าบางฉากถ้าเอาจริงคงถึงขั้นฟูมฟายไปแล้ว แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำ และผมยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมหนอ หนังถึงไม่อธิบายความสัมพันธ์ของเพื่อนของแม่กะทิทั้งสามคนว่าเป็นใคร มาจากไหน รู้จักถึงขั้นสนิทชิดเชื้อได้อย่างไร ซึ่งทั้งที่ในหนังสือก็มีอธิบายไว้ เลยทำให้คนดูไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครทั้งสามแต่อย่างใด อีกข้อเสียที่มีคนพูดถึงก็คือ ทุกสิ่งในเรื่องล้วนเป็นโลกอุดมคติ ดูไม่เป็นจริง ซึ่งผมเห็นว่าประเด็นนี้เป็นมาตั้งแต่หนังสือแล้ว เพราะงั้นข้อเสียนี้จึงเป็นของหนังสือแทน แต่แม้จะมีข้อเสียมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนดูอย่างผมเกลียดหนังเรื่องนี้แต่อย่างใด

                นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะน้องพลอย ภัสสร คงมีสุข ผู้รับบทกะทิ น่ารักสดใส ยังกะหลุดออกมาจากหนังสือเลย (เพื่อนสุดสวยที่มาดูด้วย พูดพึมพำว่า โตขึ้นต้องสวยแน่นอน) แถมเล่นดีอีกต่างหาก ยิ่งฉากแสดงอารมณ์ โดยเฉพาะฉากวิ่งร้องไห้บนชายหาด เอาผมตายซะ อีกฉากคือฉากที่แม่เล่าเรื่องต่างๆให้กะทิฟัง ผมร้องไห้ซะตาแดง (เพื่อนคนเดิมถึงขนาดต้องยื่นทิชชูมาให้) แถมบรรยากาศแบบไทยๆ วิถีชีวิตชนบท และบ้านสวน สดชื่น สวยงาม ไม่ค่อยได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ในหนังไทยมานาน

     

                หนังมาพร้อมกับฉากเต้นรำตอนท้ายเรื่อง ที่อบอวลไปด้วยความห่วงใย การให้กำลังใจ และความรักที่ทุกคนในครอบครัวพร้อมที่จะหยิบยื่นให้ หลังผ่านเรื่องทุกข์ยากด้วยกันมา ชีวิตของคนเราก็ต้องการความสุขบ้าง แม้ความทุกข์นั้นยังไม่หมดสิ้นไป และแม้ความสุขครั้งนี้อาจจะไม่อยู่คงทน แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก ยังมีคนในครอบครัวที่ยังยืนอยู่เคียงข้างเรา ชีวิตหลังจากนี้จะสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ก็คงไม่หนักหนา เข้มแข็งให้ได้เหมือนหนูกะทิและครอบครัว อิ่มเอมใจจริงๆ ครับ

                ผมเชื่อว่า ในฐานะคนอ่านหนังสือที่ได้เห็นว่าหนังสือที่ตนชื่นชอบได้กลายเป็นภาพยนตร์ ไม่มีใครคิดจะอคติต่อตัวหนังตั้งแต่แรกหรอกครับ ‘ไม่เอา ไม่ดูหรอก ยังไงๆ ก็ทำได้ดีสู้หนังสือไม่ได้หรอก' ผมว่าคนส่วนใหญ่รวมถึงตัวผม (ซึ่งหนึ่งในความปรารถนาบ้าๆ คือ การได้เห็นหนังสือที่ได้อ่านทุกเล่มกลายเป็นภาพยนตร์)ต้องเอาใจช่วยแบบสุดใจเพื่อให้หนังดำเนินไปในทางที่ดี เอาแค่รู้สึกชอบ ไม่ต้องถึงขนาดสุดยอดเหมือนตัวหนังสือ ก็น่าพอใจแล้วครับ หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าจะเทียบเคียงกับหนังสือไม่ได้เลย แต่ทุกคนทั้งที่ชอบและเกลียดก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังแบบนี้ เล่าเรื่องด้วยวิธีนี้ อารมณ์แบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ ไม่ค่อยเจอในหนังไทยที่ขณะนี้มีแต่ หนังตลก หนังผี และหนังรัก และไม่บอกก็คงรู้ว่าถึงยังไง ผมก็โครตรักหนังเรื่องนี้

หมายเหตุ : 1. ผมได้อ่านคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ชื่อดังท่านหนึ่ง ได้เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า "หนังไทยอีกประเภท ที่ไม่ควรแตะต้องก็คือ หนังที่สร้างจากวรรณกรรมซีไรต์" ซึ่งผมเห็นว่าใจร้าย และตัดหนทางเกินไปหน่อย

                2. รอบที่ไปดูมีกลุ่มป้าๆ นั่งอยู่แถวหลัง แล้วก็บ่นว่า "ไม่เห็นสนุกเลย สู้ Super แหบ แสบ สะบัด ก็ไม่ได้ สนุกกว่ากันตั้งเยอะ" เออ...คือป้าครับ หนังมันคงละแนวมั้งครับ 

                3. หนังสือซีไรต์อีกเล่มที่ผมชอบมาก และอยากเห็นบนจอใหญ่คือ ช่างสำราญ สะท้อนชีวิตเด็กชายที่ถูกทิ้งไว้กับชุมชนแห่งหนึ่ง แนะนำให้หาอ่านกันครับ เคยเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาตอนมัธยมด้วย ใครมีอย่าลืมค้นออกจากกล่องมาอ่านกัน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผมดูแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก อาจเป็นเพราะผมได้คาดหวังน่ะครับ เลยดูแล้วเฉยๆ สำหรับคนที่เขาอาจรู้สึกไม่สนุกหรือเบื่อเวลาไปดูหนังประเภทนี้ ผมว่าไม่แปลกนะครับ เพราะคนไทยส่วนหนึ่งดูหนังเพื่อความสนุกสนานครับ จึงคิดเหารวมว่าหนังที่ดีต้องสนุกสนาน ตลก ตื่นเต้น ซึ่งมันไม่ใช่...

#1 By FlAshOn Y Together...~~ on 2009-05-20 14:59

ชอบจังเลยครับ เดี๋ยวต้องรีบไปหาดูซะแล้ว!

#2 By kamikaze2534 on 2009-05-20 15:01

เวลาหนังสือสุดรักสักเล่มได้ทำเป็นหนังนี่น่าดีใจสุดๆเลยนะครับ ผมเลยไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังดีหรือไม่ดี เพราะเหมือนจะโดนความตื่นเต้น (และความน่ารักของด.ญ.ภัสสรที่เป็นด.ญ.ณกมลได้น่ารักสุดๆ)บังตามิดsad smile

#3 By Annu on 2009-08-04 15:10

R O C K View my profile

Categories