หลังจากเสร็จจากการเดินซื้อของในตอนเช้า ผมนึกถึงคำรบเร้าของย่าที่มีให้ตั้งแต่ก่อนปิดเทอม ผมจึงเดินไปหยิบเก้าอี้ไม้ในห้องครัว วางไว้ที่พื้นหน้าบ้านให้ตรงกับหลอดไฟ ผมพาตัวเองขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ แกะจานกระจกที่ครอบหลอดไฟไว้ พบรอยดำเขรอะกรังบนจานกระจก ผมทำเช่นเดิมกับหลอดไฟอีกดวง เป็นอย่างที่ย่าคาดไว้ บนจานกระจกมีรังนกขนาดเต็มพื้นที่ ผมจัดการนำจานกระจกออกมาด้วยความทุลักทุเลเล็กน้อยเนื่องจากเศษไม้พันอยู่กับหลอดไฟ

ใจจริงผมก็ไม่อยากเอารังนกออกมาหรอก เพราะรู้ว่ามันคือบ้าน บ้านของใครของใครก็หวง แต่จะให้ทำอย่างไรเล่าในเมื่อรังที่นกทำมันไปอยู่บนหลอดไฟ ถ้าเกิดวันใดต้องเปิดไฟดวงนั้น นกคงตกใจน่าดู ผมเคยยื่นข้อเสนอกับย่าไว้ว่า ถ้ารังนกนั้นมีลูกนกอยู่ จะไม่เอารังออกมานะ

แต่อย่างที่เห็นรังนกดังกล่าวไม่มีลูกนกอยู่ และนกเจ้าของรังก็คงออกไปหาอาหาร ผมจึงต้องทำอย่างที่ได้เคยเอ่ยไว้ แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม รังนกที่เห็นมีลักษณะเป็นถ้ำย่อมๆ มีรูถ้ำเพื่อไปยังโพรงด้านในอีกที หาใช่รังนกแบบที่เคยจินตนาการไว้ (ที่ลักษณะรังนกเหมือนถาด) ผมจัดการนำรังนกทิ้งซึ่งต้องใช้แรงเล็กน้อยเพราะรังนกติดกับจานอย่างแน่นหนา

ขณะที่ผมกำลังขัดจานกระจกทั้ง 2 จานให้สะอาด ผมได้ยินเสียงนก จึงเดินเข้าไปดู สิ่งที่เห็นคือมีนกตัวหนึ่งกำลังเกาะเกี่ยวเวียนวนอยู่บนหลอดไฟที่บ้านของมันเคยตั้งรกราก จากที่ใจไม่ค่อยดีอยู่แล้วยิ่งทวีคูณเข้าไปใหญ่ ผมไม่รู้จะทำอย่าไร ได้แต่ร้องบอกเล่าสิ่งที่เห็นให้ย่าที่อยู่ในบ้านฟัง โอย...ผมกำลังทำลายบ้านคนอื่น

เจ้านกคงแน่ใจแล้วว่าบ้านของมันไม่มีอยู่อีกต่อไป มันบินไปเกาะบนรั้ว ผมจึงเห็นว่ายังมีนกอีกตัวกำลังคาบอาหาร คงหวังจะเอามากินด้วยกันในรัง ผมเอะใจจึงรีบเข้าไปคุ้ยรังที่เพิ่งทิ้งลงถุงขยะ โชคดีเหลือเกินที่ไม่มีอะไรอยู่ในรังนกนอกจากขนนกกับเศษไม้ เอ๊ะ...หรือว่าผมยังคุ้ยไม่ดีพอ

นกสองตัวส่งเสียงด้วยภาษาที่มนุษย์อย่างผมคงไม่มีวันเข้าใจ แม้ว่าจะเป็นเสียงเจื้อยแจ้วแบบที่เคยได้ยินทุกครั้งตอนตื่นนอน แต่แท้จริงแล้วคงเป็นบทสนทนาที่เศร้าสร้อยเหลือกำลัง นกตัวที่คาบอาหารทิ้งอาหารไว้บนรั้ว ผมเดินกลับไปขัดจานกระจกต่อ

มนุษย์ถูกเรียกว่าเป็นสัตว์สังคม แต่ไม่เคยอยู่ในสังคมร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้เลย เราต้องตัดต้นไม้ถางที่เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราคิดเองเออเองว่า ศิวิไลซ์

กว่านกจะได้บ้านหนึ่งหลังมันต้องคาบเศษไม้มากี่ร้อยกี่พันรอบหนอ เหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดกว่าจะได้รังเป็นของตัวเอง

จานสะอาดใช้ได้แล้ว ผมนำจานทั้งสองวางคว่ำผึ่งให้แห้ง ยืนมองไปรอบตัวๆ ที่ยังคงมีเสียงนกเจื้อยแจ้ว แต่ไม่รู้แล้วว่านกตัวไหนกันแน่ที่เป็นเจ้าของรัง ผมพนมมือภาวนาขอให้เจ้านกทั้งสองพบบ้านใหม่ในเร็ววัน และขอให้นกทั้งสองให้อภัยในสิ่งที่ผมได้เบียดเบียนมันไป และสุดท้ายก็กล่าวบทแผ่เมตตา...ถึงจะดูเห็นแก่ตัวไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นแล้วยังขอประโยชน์ให้ตนเองอีก แต่ก็นั่นแหละ มันทำให้มนุษย์อย่างผมสบายใจได้ระดับหนึ่ง

มนุษย์อยู่ในสังคมเมือง สังคมที่ไม่มีอะไรที่เป็นธรรมชาติหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย แม้แต่ต้นไม้ก็เป็นสิ่งที่เราทำให้มันมีอยู่ มนุษย์มีความบกพร่องอย่างร้ายแรงในการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ มนุษย์เลยทึกทักเอาความบกพร่องนั้นเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความยิ่งใหญ่โดยการเอาชนะธรรมชาติ ภาระจึงตกอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่พวกมันทำทุกวิถีทางที่จะปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ แม้ธรรมชาติที่พวกมันเคยอาศัยอยู่แต่เก่าก่อนจะไม่มีอยู่อีกต่อไป แน่นอนพวกมันก็ทำได้และทำได้ดีเสียด้วย

ด้วยเหตุผลกลใดที่มนุษย์เรียกสัตว์อื่นๆ ว่าเป็น สัตว์เดรัจฉาน แล้วเรียกตัวเองว่าเป็น สัตว์ประเสริฐ

อยากรู้จังว่าสิ่งมีชีวิตที่เหลืออยู่บนโลก เรียกสัตว์อย่างมนุษย์ว่าอะไร

Comment

Comment:

Tweet

ผมก็เคยรื้อรังนกในห้องเรียน
ครูสั่งให้ทำ ตอนนั้นยังมีลูกนกอยู่ด้วย
พอรื้อไปพ่อแม่ก็มาวนเวียนจะให้อาหารลูก แต่ก็ไม่เจอ
ครูบอกว่าถ้าไม่เอาไปไว้ที่อื่น ก็จะมีงูเข้ามาในห้องให้เห็นอยู่เรื่อย
เลยต้องเอารังไปไว้บนต้นไม้ แล้วเอาลูกนกไปล่อพ่อแม่มัน
sad smile

#1 By Rapbitan on 2010-10-12 12:24

R O C K View my profile