Interview With January’s Films (1)

posted on 03 Mar 2011 16:53 by filmmlif in Film

SANSHIRO SUGATA (1943 / กำกับและเขียนบท : Akira Kurosawa)

ปลาบปลื้มตัวเองที่ได้มีโอกาสเชยชมภาพยนตร์จากงาน "เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2554 ครบรอบวันเกิด 100 ปี คุโรซาวะ อากิระ” ซึ่งคาดว่าคงหาดูได้ยากยิ่ง แถมเป็นแบบฟิล์มเสียด้วย ผมไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับผู้กำกับท่านนี้มากนัก นอกจากคำสรรเสริญที่เคยได้ยินมามากมาย

รู้สึกอย่างไรบ้างกับการได้รับเกียรติเป็นหนังเรื่องแรกในประวัติศาสตร์การกำกับของคุโรซาวะ อากิระ

     ถามมาได้คุณ ดีใจมากเลยสิครับ ผมยังจำได้ตั้งแต่วันแรกที่เขาปั้นผมมา เขาทุ่มเททุกสรรพกำลังที่มีเพื่อให้หนังเรื่องแรกของเขาออกมาดีที่สุด แต่คุณก็คงทราบว่าหนังเรื่องแรกของผู้กำกับส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดในสายตาคนอื่น แต่ผมมั่นใจว่าผมเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เขาได้อะไรจากผมไปเยอะ ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของเขาอยู่มาได้จนถึง 100 ปี ผมดีใจที่ได้รับเกียรตินั้น

โดยส่วนตัว ผมชอบฉากที่วัดมาก ซันชิโร่แสดงอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ต้องบอกกับหญิงสาวว่าคู่แข่งของพ่อเธอคือตัวเขาเอง มันยังเป็นฉากที่ได้ผลทางอารมณ์ ทั้งๆ ที่คุณก็เก่ามากแล้ว คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังมีมนต์คลังจนถึงทุกวันนี้

     อันนี้คงไม่ใช่ตัวผมแล้วละ ต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับ เขามีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่แปลกใจเลยที่เพื่อนๆ ของผมจะถูกใช้เป็นต้นแบบของหนังจนถึงยุคปัจจุบัน ผมขอบคุณมากที่คุณชอบ

 

ROSEMARY’S BABY (1968 / กำกับและเขียนบท : Roman Polanski)

‘ปั่นป่วนมวนท้อง’ หนังสยองขวัญเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความสยองขวัญแบบซึมลึก!

การที่คุณมักถูกพูดถึงบ่อยๆ ในฐานะต้นแบบหนังสยองขวัญ คุณคิดว่าคุณมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น

     แหม...คุณคะ อะไรที่ดิฉันเคยพิเศษมันก็คงถูกคนอื่นเอาไปใช้หมดแล้วล่ะคะ จริงๆ แล้วหนังสยองขวัญทุกเรื่องมีจุดประสงค์ร่วมกันคือ สั่นประสาทคนดูให้ได้ อย่างที่คุณเห็น ดิฉันไม่ค่อยรีบร้อนในการเล่าเรื่องที่มี ค่อยๆ ไล่ระดับอารมณ์ตั้งแต่ความไม่ชอบมาพากล ชวนสงสัย หวาดระแวง ระทึกขวัญ สยองขวัญ และปิดม่านด้วยความสิ้นหวัง บวกกับการที่คนดูเอาใจไปผูกติดกับตัวละครด้วย มันเลยยิ่งไปกันใหญ่

แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างหนังสยองยุคก่อนกับยุคนี้

     อย่างที่บอกนะค่ะ ดิฉันว่าหนังสยองก็ยังเป็นสยองอยู่ ยังมีทิศทางเดียวกัน วันไหนที่มันดันมีเสียงหัวเราะออกมาจากคนดู วันนั้นแหละถึงเรียกว่าจุดเปลี่ยน (หัวเราะ) แต่ที่แน่ๆ วิธีการมันเปลี่ยนไปมาก ยุคนี้มีตัวช่วยเยอะทั้งเสียงทั้งเทคนิคพิเศษโหมประโคมทำทุกอย่างเพื่อหวังให้คนดูตกใจขวัญผวา แต่บางเรื่องก็ได้ผล บางเรื่องก็ไร้ผล ซึ่งบางทีเขาก็ลืมนึกกันไปว่า แท้จริงแล้วเรื่องที่ดีต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

BURLESQUE (2010 / กำกับและเขียนบท : Steve Antin)

ด้วยแรงโปรโมตสุดฤทธิ์จากเพื่อนผู้ฝักใฝ่ในลัทธิ Aguilerism (ตั้งเอง) เข้ากระดูกดำ แผนการตลาดไหนรึจะสู้ปากต่อปากของแฟนคลับเจ๊ติ๊นาที่กระจายแทรกซึมอยู่ทั่วทุกมุมโลก!

อะไรที่ทำให้คุณกล้าแหวกตลาดในฐานะหนังเพลงที่ทำตัวเลิกสนใจรางวัลบ้าบอ แล้วมุ่งให้ความบันเทิงเป็นหลัก

     ไม่เห็นจะยากเลยคะ แค่ทำตัวเลิศๆ เชิดๆ ไม่แคร์กระแสโลก ฉันเชื่อว่าฉันมีดีในตัว ฉันอาจไม่สุขุมนุ่มลึกเท่าหนังเพลงสมัยนี้ที่ชอบทำตัวดัดจริต (กระแทกเสียง) หวังพิชิตออสการ์ อีโธ่! สนุกรึเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ฉันนี่สิจริงใจ ไม่ประดิดประดอยให้เสียเวลา แค่ผู้ชมมีความสุข ฉันก็ภูมิใจมากแล้วค่า

ช่วยฝากอะไรถึงแฟนคลับตัวยงอย่างน้องโอมมี่ ที่ทำงานแข็งขันในการโปรโมตคุณ ไปดูคุณ 2 รอบ แถมซื้อ OST. ของคุณมาฟังอีก

     ต้องขอขอบพระคุณอย่างสวยๆ เลยนะคะ ทั้งน้องโอมมี่และมิตรรักแฟนเพลงทุกคน พวกคุณคือแรงขับเคลื่อนมหาศาลจนทำให้คนทั่วไปหันมาเหลียวมองฉันบ้าง (น้ำตาไหล) ดีใจมากที่ได้รู้ว่ายังมีคนคอยเชียร์เรา ฉันอาจจะไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตก แต่พวกเขาก็ยังรักฉัน (สะอื้น) ขอบคุณมากจริงๆ คะ

Comment

Comment:

Tweet

ต้องดูละ เพราะเราไม่ต้องการสาระ

#4 By ต้า (180.180.1.94) on 2011-03-07 22:41

Burlesque ก็สนุกดีนะ

ถ้าดูแบบไม่ต้องการสาระ

#3 By Omeme (180.183.9.96) on 2011-03-07 19:51

ชอบที่เขียนจังครับ ขำดี แม้จะยังไม่เคยดูหนังซักเรื่องที่ว่าเลย big smile

#2 By Seam - C on 2011-03-04 14:55

เรื่องแรกไม่เคยดู เื่องสองสยองขึ้นหิ้ง เรื่องหลังสุดก็น่าเบื่อขึ้นหิ้งอีกเหมือนกัน เราไม่ถูกกับหนังเพลงน่ะ sad smile

#1 By keaaaa on 2011-03-04 10:52

R O C K View my profile