สวัสดีคุณผู้อ่านที่เคารพ...

     ถ้ายังจำกันได้อยู่...ผมยังไม่หายไปไหนนะครับ ผ่านไปหนึ่งเทอมกับความทรหดยากเย็นแสนเข็ญ ซึ่งมาพร้อมกับเกรดที่คุณไม่รู้จะดีกว่า แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็ต้องสู้ต่อไป ไม่ได้เข้าบลอกตัวเองมานาน วันนี้เลยนึกอยากเขียนบลอกขึ้นมาซะอย่างงั้น

     ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ ผมอยู่บนชั้นสองของหอสมุดมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีโซนหนึ่งเป็นโซนวีดีโอที่ให้ทุกคนดู lecture ย้อนหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เลยไม่มีที่ว่างให้ผมดูหนัง (เป็นกิจวัตรทุกครั้งที่มาหอสมุด แตกต่างจากทุกคนอย่างสิ้นเชิง ละอายตัวเองอยู่เนืองๆ) อีกโซนเป็นคอมพิวเตอร์ เลยหันมาเขียนบลอกดีกว่า

     ที่หอสมุดมีหนังอยู่เพียงหยิบมือ แต่ทุกเรื่องล้วนแตกต่างและแปลกประหลาด ผมยังตกใจว่าหนังพวกนี้จะสร้างความบันเทิงให้แก่หนังศึกษาได้อย่างไร ผมว่าจะยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ เพราะส่วนใหญ่ล้วนเป็นหนังดราม่าหนักหน่วง ไม่ก็เป็นหนังอินดี้ดูยาก(มาก) และชวนหลับเป็นอย่างยิ่ง (สนุกๆ ก็มีเหมือนกันแต่น้อย) แต่แน่นอนมันเป็นสวรรค์ของผม อิอิ

     จึงขอกล่าวถึงบรรดาหนังในหอสมุดที่เคยทัศนา

1. Duplex (2003)

 

     หนังตลกร้าย ว่าด้วยเรื่องของคู่รักที่ย้ายเข้ามาบ้านหลังใหม่ แต่บ้านไม่ใช่วิมานอีกต่อไป เมื่อชั้นบนของตึกยังมีผู้เช่ายายแก่จอมจุ้นที่ไม่ยอมย้ายออก ความอลหม่านเลยตามมา หนังพอสนุกบ้าง ในฉากเจ็บตัวทั้งหลาย แต่ก็ชวนหลับอยู่ดี เพราะมันตลกน้อยไปหน่อย แถมมีการหักมุมนิดๆ ตอนจบ โดยรวมถือว่าน่าสนใจมิใช่น้อย กับหนังตลกเล็กๆ ที่หาดูได้ยากนัก

2. Spider (2002)

    

     หนังชีวิตอึมครึมของผู้กำกับแหวกตลาด David Cronenberg เรื่องนี้ มาพร้อมกับเรื่องราวที่มืดๆ มัวๆ งงๆ ว่าด้วยเรื่องของ ชายจิตไม่ปกติที่เดินทางมาอาศัยในบ้านพักรวมของคนบ้า ที่นี่ทำให้เขาได้ย้อนอดีตพาตัวเองไปสำรวจเหตุการณ์ในวัยเยาว์ ที่ทำให้เขากลายเป็นคนบ้า หนังช่างเชื่องช้า บอกเล่าทีละนิด แง้มทีละหน่อย ซึ่งชวนหลับเป็นอย่างยิ่ง อีกอย่างคือ ผมจำหน้าตัวละครไม่ได้ ทำให้ผมสับสนยิ่งนัก (ซึ่งหน้าตาคนแสดงมีส่วนสำคัญต่อเนื้อเรื่องมาก) บทสรุปท้ายเรื่อง ก็ยิ่งตอกย้ำความฉงน มันคลุมเครือ ไม่แน่ชัด ถ้ามีโอกาสคงต้องดูอีกรอบ เพื่อจะได้เก็บรายละเอียดให้หมด เป็นหนังที่ไม่แนะนำสำหรับความบันเทิง แต่ถ้าใครอยากใช้สมองครุ่นคิดเรื่องหนักๆ แนะนำอย่างยิ่ง (ควรดูก่อนหรือหลังเรียน lecture จะได้อรรถรสในการเครียดมากยิ่งขึ้น หรือไม่งั้นก็หลับเป็นตายไปเลย)

3. The Million Dollar Hotel (2000)

      

     ก่อนดูนึกว่าเป็นหนังสืบสวนฆาตกรรมสนุกๆ แต่พอดูก็ใช่ที่เป็นหนังสืบสวน แต่มันไม่ใช่เรื่องราวหลัก เรื่องกลับตกไปอยู่ที่ ชายสติไม่ดีอาศัยในอพาตเม้นท์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งรวมของคนสติไม่ดีทั้งหลาย หลังมีเหตุกาณ์คนตกตึก นักสืบ(แสดงโดย Mel Gibson ในบทสมทบ แต่มีความสำคัญ)ถูกจ้างจากพ่อผู้ตายให้หาคนฆาตกรรมให้ได้ เพราะไม่เชื่อว่าลูกจะโดดลงมาเอง นักสืบจึงต้องเขามาคลุกคลีกับคนบ้า โดยมีชายสติไม่ดีดังกล่าวเป็นคนดำเนินเรื่องทั้งหมด มีเรื่องรองเป็นเรื่องของชายผู้นี้หลงรักหญิงผู้ชอบหมกหมุ่นกับหนังสือ(แสดงโดย Milla Jovovich เพิ่งรู้ว่าเธอเคยเล่นเป็นคนธรรมดากับเขาด้วย) หนังน่าสนใจในการเล่าผ่านมุมมองคนบ้าทั้งหลาย ที่ดูเหมือนว่าชีวิตนี้มีความสุขตลอด แม้เพิ่งจะมีการตายเกิดขึ้น ผู้คนเหล่านี้ก็ไม่ตื่นตระหนก บทสรุปของหนังไม่ค่อยแน่ชัดว่าเรื่องจริงๆมันเป็นแบบนั้นหรือไม่ แต่ที่หนังบอกไว้ชัดเจนมากคือ ความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ (ค้นใน imdb พบว่าบทหนังเรื่องนี้แต่งโดย Bono นักร้องวง U2 สุดยอด!)

4. The Others (2001)

    

     นี่คือการดูรอบที่สามเข้าไปแล้ว เห็นว่าเพื่อนยังไม่ได้ดู ผมเลยชวนดูซะเลย พบว่าหนังยังมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างบรรยากาศอึมครึม หนังว่าด้วย ครอบครัวแม่กับลูกสองคนผู้เป็นโรคแพ้แสงแดด จึงต้องอยู่ในที่มืดตลอดเวลา เมื่อการมาถึงของคนรับใช้สามคน เรื่องแปลกประหลาดในบ้านจึงเกิดขึ้น หนังยังงี้มีข้อเสียตรงที่ เราจะไม่ตื่นเต้นกับฉากจบอีกต่อไป (จำได้ว่าดูครั้งแรกตะลึงงึนงันมาก)

5. Snow White and The Seven Dwarfs (1937)

      

     ใครจะรู้ว่า หอสมุดที่นี่จะมีการ์ตูนคลาสสิกสุดล้ำค่าเรื่องนี้อยู่ ต้นฉบับที่หาชมได้ยากยิ่ง เพลงไพเราะจับใจควรค่าแก่การดูสุดๆ  แต่มีข้อแม้ว่าต้องดูเมื่อตอน 5 ขวบน่ะ ดูตอนนี้คุณอาจหลับคาเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว

6. The Anniversary Party (2001)

    

     หนังอินดี้ที่สุดในกรุ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หาชมได้ยากยิ่ง หนังเป็นงานกำกับ เขียนบท และแสดงนำร่วมกันของ Alan Cumming (เขาคือ Nightcrawler มนุษย์กลายพันธุ์สีน้ำเงิน หายตัวแวบไปมาได้ ใน X-Men 2) และJennifer Jason Leigh ว่าด้วยเรื่องของ งานครบรอบงานแต่งของคู่รักที่เพิ่งผ่านมรสุมกันมา จึงเชิญแขกมากหน้าหลายตามาร่วมงาน ทั้งเพื่อนผู้เป็นมิตรทั้งหลาย คู่สามีภรรยาข้างบ้านที่มีเรื่องทะเลาะกันมาตลอด แฟนเก่าฝ่ายชาย นางมารร้ายที่ฝ่ายหญิงเกลียดเข้าไส้ (แสดงโดย Gwyneth Paltrow ในบทที่สร้างความแปลกใจ) ทุกคนมีความไม่ลงรอยกัน แต่ก็ฝืนตีหน้ายิ้มใส่กัน จนเมื่อธาตุแท้ของทุกคนเริ่มเปิดเผย ความสัมพันธ์ที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน หนังเล่าเรื่องเคร่งเครียดเช่นนี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายผสมตลกร้าย ซึ่งถือเป็นส่วนผสมที่แปลกดี แนะนำให้ลองชม

7. The Passion of Christ (2004)

    

     หนังอลังการงานสร้างของผู้กำกับ Mel Gibson ที่ได้ชมสมใจอยากซะที หนังเล่าเรื่อง ช่วงเวลาก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงไม้กลางเขน หนังจริงจังมากทั้งภาพและการเล่าเรื่องซึ่งทำเอาผมผู้ไม่ค่อยมีภูมิรู้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์มากนักยังรู้สึกเลื่อมใสในตัวพระองค์ ผมไม่รู้ว่าเรื่องราวในหนังจะจริงเท็จแค่ไหน แต่ถ้านี่คือหนังชวนเชื่อ มันคือการชวนเชื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุด แนะนำให้ลองชมอย่างยิ่งยวด

     ยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่น่าดู เช่น Munich, Monster's Ball, Far From Heaven, Intacto, Ripley's Game และอีกมากมาย ใครอยู่ศาลายา ก็ขอเชื้อเชิญครับ หนังหายากเหล่านี้ ไม่มีให้ดูกันบ่อยๆ นะ

นอกเรื่องครั้งแรก : เราไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากจิ๊กซอว์ไปจากเรา ฉาย Saw V ให้เราดูเถอะนะครับ ผมขอร้อง (เอาแบบฉบับเต็ม ไม่ตัด ไม่เซ็นเซอร์ด้วยนะ)

นอกเรื่องครั้งหล้ง : วอสอง วอสอง เรียกกระทิงดำ ตอนนี้ที่ศาลายาหนาวมาก

edit @ 2 Dec 2008 02:31:18 by rockalitm

     ประโยคบอกเล่า

     # มารู้ตัวอีกที โอ้โห!! ไม่ได้ทำบลอกมาเป็นเดือนแล้ว ที่จริงช่วงนี้ ก็ดูหนังบ่อยน่ะ เพราะเป็นงานอดิเรก ว่างๆจากเลิกเรียน ก็มาดูหนังกับเพื่อนๆ ในหอ ยิ่งเป็นหนังระทึกขวัญด้วยแล้ว ดูกับเพื่อนหลายคน สนุกสุดยอดเลยล่ะ วันก่อนดู P2 ร้องเสียงหลงกับเมท 2 คน สนุกเป็นบ้า...

      # เพิ่งผ่านพ้นไปกับการทำข้อสอบครั้งแรกในมหาวิทยาลัย ยากบรม หลังทำข้อสอบแต่ละวิชา อยากร้องไห้เป็นสายเลือด อ่านหนังสือแทบคลั่ง ยิ่งกว่าสอบแอดมิดชั่นเสียอีก นอนตี 2 ทุกคืน แต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดี ยังคิดอยู่เลยว่า เขาให้เราผ่านเข้ามาเรียนได้อย่างไร เฮ้อ...คิดแล้วกลุ้ม ไม่เป็นไร ไว้ไประทึกกับการฟังผลคะแนนอีกที

     # เพื่อนเฟิร์นเลยนัดชวนไปดูหนัง เธออยากดูเป็นพิเศษ ไอ้เราก็คิดว่าน่าสนใจ และจะได้เจอเพื่อนเฟิร์นด้วย อีกอย่างคือ จะได้ผ่อนคลายหลังสอบเสร็จ แต่ดูท่าจะเครียดมากกว่าเดิม

   

     The Strangers (2008) หนังม้ามืดประจำ summer ปีนี้ ด้วยรายได้อยู่ที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่าเก่งมากๆ สำหรับหนังที่ต้องแย่งตลาดกับหนังฟอร์มยักษ์ช่วงนี้ ผมยังสงสัยอยู่เลยว่า หมู่นี้มักมีหนังแนวนี้ออกมาบ่อยๆ ประเภทบังคับสถานการณ์ให้ตัวละครเอกต้องอยู่แบบจำกัดพื้นที่ หลังจากนั้นก็ไล่ฆ่า ให้คนดูกรี๊ดร้อง อาจจะเป็นเพราะมันสร้างง่ายมั้ง ใช้ทุนต่ำ และเก็บเงินคืนง่าย ช่วงนี้เราจึงเห็นหนังอย่าง Vacancy ห้องว่างให้เชือด (มันส์สุดๆ กดดันสุดๆ คาดว่าความรู้สึกเช่นนี้ต้องดูในโรงเท่านั้น) หรือ P2 ลานสยองจ้องเชือด (อย่างที่กล่าวมาข้างต้น) แน่นอนว่า การที่เราเห็นหนังแบบนี้บ่อยๆ มันไม่ง่ายเลย ที่คนดูจะไม่เบื่อ ผมว่าผู้สร้างคงกดดันมาก กับการหามุกใหม่ๆ มาหลอกคนดู ไม่ว่าจะเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนกระบวนการไล่ฆ่า เปลี่ยนกระบวนการหนี และล่าสุดกับ The Strangers คืนโหด คนแปลกหน้า หนังมาพร้อมกับความใหม่ตรงที่ทำตัวเองให้แปลกตามชื่อเรื่อง

     หนังมีพล็อตง่ายๆ ว่าด้วย คู่รักที่ประสบปัญหา หลังกลับเข้าบ้าน มีคนมาเคาะประตู มาตามหาใครคนหนึ่ง หลังจากนั้นก็มีมนุษย์หน้ากาก 3 คนไล่ฆ่า ดูเผินๆ ก็คงเหมือนหนังแนวนี้ทั่วๆ ไป ใช่ ที่หนังยังส่งผ่านบรรยากาศน่ากลัวให้แก่คนดูได้ดี เห็นได้จากตัวเองที่ปวดฉี่ตั้งแต่ต้นเรื่อง และในโรงหนังหนาวกว่าปกติ ใช่ ที่หนังมีประสิทธิภาพสูงในการทำให้คนดูกรี๊ด เห็นได้จาก ฉากกรี๊ดครั้งแรก คนดูในโรง(ซึ่งมีอยู่พอสมควร) พร้อมใจกันกรี๊ดสุดคอหอย หนึ่งในนั้นคือเสียงแมนแตกของใครบางคน(ซึ่งยังดังไม่เท่าเสียงกรี๊ดของ Liv Tyler สุดสวยอยู่ดี) 

     หนังพาตัวละครกระเสือกกระสน ดิ้นรน สับสน อลหม่าน จนถึงจุดจบ ที่มาพร้อมกับเสียงกรี๊ดของตัวละครตัวหนึ่ง จนขึ้นรายชื่อผู้กำกับ ผู้คนในโรงพร้อมใจกันพูดสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมา 'จบแล้วหรอ' 'ยังไงเนี่ย' 'งง' และไม่มีใครยอมลุกไปไหน จนแน่ใจว่า มันไม่มีต่อแล้ว ทุกคนจึงถอดใจกันออกจากโรงในสภาพมีนงง

     หนังทิ้งปมต่างๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น

     # เสียงโทรศํพท์หา 911 ตอนเปิดเรื่อง เป็นเสียงใคร ไม่ใช่เสียงนางเอกแน่ๆ เพราะไม่มีประโยคตอนต้นเรื่อง ให้ได้ยินจากปากนางเอกเลย (เพื่อนเฟิร์นตั้งข้อสังเกตว่า 'เป็นเสียงจากบ้านอื่นที่เคยเกิดเหตุแบบเดียวกัน')

     # นางเอกมีเหตุผลอันใดที่ไม่รับข้อเสนอของพระเอก

     # คนร้ายเข้ามาบ้านได้ยังไงในตอนแรก (งง) และรู้รายละเอียดในบ้านเยอะจัง

     # ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยสำหรับการกระทำของคนร้าย (เหตุนี้เองที่คนดูทั้งโรง งง อึน มึน) ((แต่จากการค้นคว้าได้ข้อสรุปว่า หนังประกาศตัวเองว่า inspired by true events หนังเรื่องนี้ จึงไม่มีเหตุผล เหมือนๆ กับผู้ประสบเหตุหลายราย ในแฟ้ม FBI (ตามที่หนังได้เอ่ยตอนต้น) หรือในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่โดนทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล และถ้าคุณสังเกตดีๆ ในใบปิดหนังใบหนึ่งบอกไว้อยู่แล้วว่า 'BECAUSE YOU WERE HOME'))

     # ถ้าคุณลืมจดจ้อง ในฉากที่เด็ก 2 คน มาหยุดอยู่ที่รถของพระเอกที่ถูกเผา กระจกรถที่แตก เป็นรอยโหว่รูปหัวใจ จริงๆ นะ เห็นชัดมากเลย เพื่อนเฟิร์นยังทักเหมือนกัน แต่ยังเป็นปริศนาอยู่ว่าทำไม ?

     แต่ไม่ว่าหนังจะมึนแค่ไหน ทำตัวแปลกให้คนดูงงเท่าไร แต่หนังที่ดำเนินเรื่องด้วยสองคู่รักละเหี่ยใจ เมื่อฝ่าฟันความโหดร้ายมาด้วยกัน แต่คุณมั่นใจได้เลยว่า หนุ่มสาวคู่นั้นต้องรักกันแนบแน่นในตอนจบ ไม่ว่าจะเป็น Vacancy, The Happening ไม่เว้นแม้แต่เรื่องนี้ หนังเหล่านี้ทำให้คำพูดที่ว่า 'คนเราจะมาเห็นใจกัน ก็ตอนที่กำลังจะตายเนี่ยแหละ' ยังคงขลังเหมือนเดิม

หมายเหตุที่หนึ่ง : ในเว็บ wikipedia บอกว่ากำลังจะมี The Strangers 2 ตามมา มีรายละเอียดสั้นๆ ว่าจะฉายปี 2009 ผู้กำกับคนเดิม และเล่าเรื่องราวของผู้ร้ายใส่หน้ากากกลุ่มเดิมแต่ไปสิงสู่บ้านหลังใหม่แทน ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้แค่ไหนนะ

หมายเหตุที่สอง : ลืมบอกไปว่า หลอนแต่ชอบมาก สำหรับหน้ากากแอ๊บแบ๊วของผู้ร้ายทั้งสาม หาได้ที่ไหนเนี่ย สร้างสรรค์ดี แต่ถ้าเจอจริงๆ ก็ตัวใครตัวมันนะ  

edit @ 2 Aug 2008 19:19:28 by rockalitm

ไม่ได้ทำธุระปะปังกับ Blog ตัวเองเสียนาน เพราะมัวแต่เริงร่าในศาลายา แถมไม่ได้ดูหนังเรื่องใดเลย แต่วันนี้ก่อนกลับหอ เลย... 

  

ด้วยความเหี้ยนกระหือรือ (ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า วอนผู้สันทัดช่วยแก้ไขด้วย) อยากดูเป็นอันมาก เพราะติดอกติดใจกับตัวอย่างหนังที่ทำให้เกิดความเสี้ยน 'เข้าเมื่อไร อย่าให้พลาด' และวันนี้ก็ได้ดูสมใจอยาก ก็รู้นะ ว่ามันต้องแย่ เพราะ เว็บ imdb ให้คะแนนแค่ 6.2/10 มีนักวิจารณ์ต่างประเทศให้แค่หนึ่งดาวจากสิบดาว!!! Webboard ในไทยก็ด่าแหลก แถมก่อนหนังฉายไปยืนอ่านนิตยสารลงรูปป้ายโฆษณาหนังในต่างประเทศ โดนมือบอนลบตัวอักษร กลายเป็นคำว่า The _ _ _ penins อะไรมันจะเลวร้ายปานนั้น

The happening (2008) กำกับโดย M. Night Shyamalan ผกก.ที่ใครๆ ต่างเคยหลงรัก แต่หลังจากหนังของพี่ท่านลดระดับความดีลงเรื่อยๆ (ในความเห็นของคนหมู่มาก) จนมาเจ๊งสนิทกับหนัง Lady in the water ซึ่งใครๆ ต่างพากันรังเกียจ (แต่สำหรับผม..หนังเหลุดโลกได้ใจมากๆ ยังจำได้แม่นกับพ่อหมอกล่องซีเรียล) M. Night Shyamalan คงหวังอยู่ลึกๆ กับการกลับมาเป็นขวัญใจของคนดูอีกครั้ง แต่คงไม่ใข่กับหนังเรื่องนี้ เป็นแน่แท้ (แน่นอน..จากความคิดเห็นของคนหมู่มาก เช่นเคย)

หนังเล่าเรื่องของ เหตุการณ์ประหลาดครั้งแรกในนิวยอร์ก ซึ่งผู้คนต่างพากันฆ่าตัวตาย ทางการเชื่อว่าเป็นการก่อการร้าย และให้ผู้คนอพยพโดยด่วน ครูวิทยาศาสตร์ Elliot Moore ตัดสินใจอพยพไปอยู่บ้านเพื่อนครู Julian การเดินทางครั้งนี้ยังประกอบด้วย Alma แฟนสาวของ Elliot และ Jess ลูกสาวของ Julian แต่แล้วรถไฟก็หยุดกลางทางเนื่องจากผู้คุมรถไฟขาดการติดต่อ หลังจากนั้น หนังพาตัวเองไปสู่การพลัดพราก ทฤษฎีที่ Elliot คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ ความเห็นแก่ตัวของผู้คน และจบเหตุการณ์ที่บ้านพิลึกหลังหนึ่ง

ตลอดการเล่าเรื่อง ผมรู้สึกสนุก ตื่นเต้น สยองกับภาพที่เห็น เศร้าสลดกับการสูญเสีย และประเด็นรองที่โดดเด้งขึ้นมาคือ เรื่องราวของความรัก ความเห็นใจ หนังเสนอประเด็นที่ว่า 'คนเราจะรักกันมาก ก็ยามที่เจอเรื่องเลวร้ายนั่นแหละ' คิดดูว่าโรแมนติกขนาดไหน ตลอดรายทาง หนังสอดแทรกเรื่องความรักของพ่อ-ลูก ความห่วงใยของพ่อ-แม่ ความรักที่เริ่มแตกสลาย ความเห็นอกเห็นใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่แม้จะมีอยู่น้อยนิด แต่ก็น่าจะเพียงพอให้เรารู้สึกว่าไม่ได้เดินอยู่เพียงลำพัง ในสภาวะคับขันเช่นนี้

ปกติไม่ใช่แฟนของ Shyamalan เลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันด้อยหรือดีกว่าเรื่องอื่นตรงไหน แต่ถ้ามองว่าเป็นหนังในเกณฑ์ทั่วไป ไม่คิดอะไรมาก หนังยังดูสนุก น่าเสียดายที่มันน่าจะฝากอะไรให้เราตระหนักบ้าง เพราะหลังจากดูจบก็จบกัน หนังไม่ให้คำตอบที่แน่ชัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น หนังคล้ายกับ The Invasion เวอร์ชันล่าสุด ที่เล่าเหตุการณ์อันน่าประหวั่นพรั่นพรึง แต่จบแบบแกนๆ ซึ่งไม่ได้ทำให้เราตื่นตระหนกหลังดูจบ
(ตัวอย่างที่ หลังจากหนังจบ ผมยังตระหนกอยู่คือ The Ring)

แต่ยังไงก็ยังกรี๊ดหนังเรื่องนี้อยู่ดี ไม่ว่าหนังจะแย่ยังไง แต่ความชอบก็ยังมากอยู่ ขอเป็นหนึ่งเสียงที่ค้านกับคนทั้งปวง

หมายเหตุ : มีฉากหนึ่งที่ทั้งเศร้าและฮาในเวลาเดียวกัน คือฉากที่หญิงนางหนึ่งได้คุยโทรศัพท์กับลูกสาวที่อยู่อีกเมืองหนึ่ง มันเศร้าตรงที่แม่รับรู้ตั้งแต่ลูกยังสบายดีจนเกิดเหตุกาณ์ที่ลูกตาย ผ่านเสียงตามสาย คืออารมณ์มันแรงมาก (โดยส่วนตัว) และที่ฮาคือ ก่อนตาย ลูกจะพูดคำหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา 'ฉันเห็น..แบบแคลคูลัส' ฮา!!! (ตอนนี้กำลังร่ำเรียนวิชาแคลคูลัส อันน่าประหวั่นพรั่นพรึงอยู่พอดี พึ่งรู้ว่าแคลคูลัสฆ่าคนได้ ฮา!)

edit @ 15 Jun 2008 19:51:47 by rockalitm

edit @ 2 Aug 2008 19:23:29 by rockalitm

เรื่องของเรื่องคือ อดใจไม่ไว้

มีเรื่องอยากมาปาฐกถา เลยเข้ามาเขียนเพื่อสนองความเสี้ยนของตนเอง

เรื่องที่หนึ่ง  :   รับน้องหยองขวัญ

สนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะมากที่สุด กับการรับน้องคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดลของกระผม
ตอนแรกก็ปรามาสไว้ว่า คงแบบเรียบร้อยๆ ไม่มีอะไรมาก
แต่พอเอาเข้าจริง โอ้แม่เจ้า! มันส์เหงื่อหยดติ๋งๆ เลยทีเดียว 
ผมอยู่บ้าน 'สีหัก' บอกไว้เผื่อมีเพื่อนๆ เข้ามาอ่าน แต่ขอแนะนำว่า ห้ามผวน โดยเด็ดขาด
วันสุดท้าย ไปละเลงที่พญาไท มันส์สุดตรีนมาก
ทั้งเปียก เละ เลอะ เปรอะ เปื้อน แป้งเต็มตัว
และสุดยอดไฮไลท์ของงาน คือ การได้รู้ว่าคนกอดคอ อยู่ร่วมกันเคียงบ่าเคียงไหล่
และเริ่มใช้สรรพนามเรียกที่หยาบคายกันแล้ว
แท้จริงแล้ว ไม่ใช่น้องด้วยกัน แต่เป็นพี่ปี 4 โอ้พระเจ้า!
เกินคำบรรยายจริงๆ
ทั้งหมดทั้งมวล คือ สนุกได้ใจวัยโจ๋มากที่สุด
ขอบคุณพี่ๆ ทั้งหลาย ที่ได้จัดกิจกรรมนี้ ให้น้องๆ ไม่มีวันลืม

เรื่องที่สอง  :   อาการสุ่มเสี่ยงของหนังไทยเรื่องหนึ่ง

เรื่องนี้เป็นแค่การคาดการณ์โดยส่วนตัวเท่านั้น ไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงใดๆได้
คุณได้เห็นตัวอย่างหนังเรื่องใหม่ของ GTH หรือยัง ที่กำกับโดย ยุทธเลิศ สิปปภาค
หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า รัก/สาม/เศร้า
ทำไมหนังเรื่องนี้มันสุ่มเสี่ยงในความคิดของผมนะหรอ
ผมว่า มันไม่ปกติ อะไรที่เราเห็นมันอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด
หนังมีคำโปรยที่กล่าวว่า 'เมื่อคนที่เรารัก กลายเป็นคนรักของเพื่อน ที่เรารักมากที่สุด'
แน่นอนมันคือ เรื่องรักสามเศร้าตามชื่อเรื่อง แต่..ใครรักใครกันละ มันจะใช่แบบทั่วๆไปหรือ
เคยได้ถกประเด็นนี้กะ'เพื่อนกาด' (เจ้าเก่า) ถึงความน่าจะเป็น (พวกฟุ้งซ่านก็เงี้ย)
'เพื่อนกาด'บอกว่า "มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่ถ้าใช่จะดีใจมาก"
ดูท่า 'เพื่อนกาด'จะมีอาการสุ่มเสี่ยงมากกว่า เพราะพักหลังๆ มักกระหายแต่หนังอย่างนี้
ผมไม่เขียนอะไรมากดีกว่า เดี๋ยวถูกหาว่าเป็น คนเสี้ยม (จริงๆ ก็กำลังเสี้ยมอยู่ 555+)
ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวพอหนังฉายมันไม่เป็นอย่างที่ผมคิด จะหน้าแตกเอาได้ง่ายๆ
อยากให้ถึงวันที่ตัวเองหน้าแตกจริงๆ 19 มิถุนานี้ ได้รู้กัน
(ให้คุณพิจารณาจากโปสเตอร์หนัง และตัวอย่างหนังเอาเอง)
ขอย้ำอีกครั้งว่า คิดเอง เออเอง ด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ไช่ข้อมูลที่แท้จริงแต่อย่างใด

 

 

edit @ 27 May 2008 00:21:14 by rockalitm

edit @ 2 Aug 2008 19:31:32 by rockalitm

ขอพักผ่อน...ก่อนเติบโต

posted on 22 May 2008 23:20 by filmmlif

คำเตือน : บทความนี้พร่ำเพ้อมาก ถ้าท่านผู้ใดอ่านแล้วรำคาญแกมหมั่นไส้ โปรดจงให้อภัย เพราะคนเขียนอ่านเองยังรำคาญตัวเองเลย

   

หลังจากทำ Blog มาได้2-3เดือน ก็ได้เรียนรู้ว่าการทำ Blog มันไม่ใช่อะไรง่ายๆเลย                                    

ขอเล่าย้อนตอนอยากทำ Blog ใหม่ๆ (ไม่มีใครอยากรู้หรอกน่ะ แต่อยากเล่า) ตอนนั้นเป็นช่วงกำลังรอผลadmission ว่างมากมาย เวลาเหลือเยอะแยะ เลยคิดว่า                                                                           

'เอาว่ะ ลองทำBlogดีกว่า'

บวกกับชอบดูหนังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยตกลงใจว่า ทำBlogเกี่ยวกับหนังเนี่ยแหละ ใกล้ตัวดี อยากแบ่งปันความคิดเห็นของหนังเรื่องต่างๆ ผมเชื่อว่า อาการแบบนี้เป็นกันทุกคนคือ พอเราดูหนังเรื่องไหนจบปุ๊บ แล้วมีปฏิกิริยาหลังดูจบ เราจะอยากเล่าให้ใครก็ได้ฟังว่า เรื่องนี้มันดีเลิศขนาดไหน หรือมันเลวทรามขนาดใด หรือว่ามันจี๊ดแค่ไหน เราพร้อมที่จะพรั่งพรูความคิดเห็นออกมา ตอนแรกคิดว่า อยากให้Blogของผมเป็นเหมือนที่แลกเปลี่ยนทัศนคติ ผมอยากรู้ว่าคนที่ได้ดูเรื่องเดียวกัน จะรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกน้อยใจว่า

'ทำไมคนเข้าBlogเราน้อยจังว่ะ'  'commentก็น้อยเหลือเกิน'  'อยากขึ้น Hot Post เหมือนคนอื่นจัง'

แต่ก็บอกกับตัวเองว่า 'เราเพิ่งเริ่มต้นเอง อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมาก เขียนๆ ไปเดี๋ยวก็มีคนเข้ามาเองแหละ'

จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยทุกครั้งเวลามีคนมาcomment เมื่อก่อนตอนผมเข้าBlogคนอื่น อ่านจบก็ปิด ไม่เคยcommentให้ใครเลย เพิ่งเข้าใจก็ตอนตัวเองทำBlogนี่แหละ ว่าcommentเป็นสิ่งที่สำคัญของคนทำBlogมากๆ มันทำให้เขามีกำลังใจในการเขียนต่อไป หลังๆเวลาเข้าBlogคนอื่น อ่านจบก็จะcommentให้เสมอ

พอเขียนมาได้เรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องการทำBlogเลย ได้แต่พิมพ์ๆๆ เป็นอย่างเดียว ช่วง2-3อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เลยหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับการทำBlog

'ใส่เพลงยังไง'  'Code HTMLคืออะไร เขียนยังไง'  'CSS ไว้ทำอะไร'  'RSSกับATOM มีไว้ทำไม'  'ทำไมBlogคนอื่นถึงสวยจัง'  'ทำไมBlogของเราถึงบ้านขนาดนี้'  และอื่นๆอีกต่างๆนานา

แต่จนแล้วจนรอดความสงสัยทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับคำตอบ (อย่างเดียวที่เพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งคือ การใส่tag) ผมก็เลยท้อ 'ทำไมการทำBlogมันยากจังว่ะ'

ผมมาลองพิจารณาบทความทั้งหมดที่ผมเขียนไป ก็รู้สึกอีกว่า

'เรายังเขียนไม่ค่อยดีน่ะ ยังวกวน และยังไม่ชวนอ่านเท่าที่ควร'

เหตุนี้แหละมั้งถึงทำให้มีคนเข้ามาน้อย ผมลองไปแวะเวียนBlogที่เกี่ยวกับหนังของคนอื่น ผมก็รู้สึกเลยว่า ของผมด้อยไปเลย ในเมื่อมันมีบทความที่ดีกว่า เขาจะมาอ่านของเราทำไมว่ะ ผมยังชอบบทความของคนอื่น มากกว่าของที่ตัวเองเขียนเลย ก็เลยเกิดอาการท้อรอบสอง

ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าตัวเองต้องย้ายไปอยู่ศาลายา 1 ปี ความคิดที่พรั่งพรูออกมามีดังต่อไปนี้

'คงเรียนหนักแน่ๆ'  'เราจะมีเวลาดูหนังเหมือนเดิมมั้ย'  'แล้วBlogละจะเอาเวลาที่ไหนมาเขียน'  เฮ้อ..คิดแล้วก็กลุ้ม จริงๆอยากดูหนังให้มากๆ และอยากฝึกเขียนBlogให้ดีๆด้วย

คิดไปคิดมาก็ได้ขอสรุปว่า จะขอแค่ห่างๆการเขียนBlogเอาไว้ โดยที่ถ้าอยากเขียนมากจริงๆ จะเข้ามาเขียน 

(แล้วผมจะคอยดูอีกทีว่าตัวเองจะห่างการเขียนBlogได้นานแค่ไหน มาพนันกันมั้ย ว่ามันห่างได้ไม่นานหรอก 555+) 

อีกอย่างผมรู้ว่า งานเขียนของผม ยังไม่ค่อยดี ยังใช้ความชอบ ไม่ชอบ ในงานเขียนอยู่ แถมยังไม่ค่อยมีตรรกะ ในเมื่อรู้ตัวว่ายังเขียนไม่ดี ก็เริ่มไม่ค่อยอยากเขียนมากแล้ว แต่ก็ยังอยากเขียนอยู่ (เอ๊ะ! ยังไง) ซึ่งผมทึกทักเอาเองว่า เป็นเพราะยังด้อยประสบการณ์ ยังใช้เวลามองโลก มองผู้คน มองสังคม น้อยเกินไป ผมจะใช้เวลาต่อจากนี้สั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้ที่จะเติบโตมากกว่านี้ และอีกอย่างคือ ไปศึกษาการทำBlogให้มากกว่านี้ เพราะตอนนี้ไม่รู้อะไรเลย

มาถึงตอนนี้ก็ถือว่าใช้เวลาคุ้มค่ามาก ในการทำBlog ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแวะชม และขอบคุณมากกับท่านที่มาcomment ทำให้ผมอยากเขียนต่อไปเรื่อยๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจอกันในเวลาอันใกล้นี้

หมายเหตุ1 :  ขอบคุณมากเป็นพิเศษสำหรับ เพื่อนกาด เพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายกับปฏิบัติการดูหนังตอนอยู่มัธยมปลายด้วยกัน และที่มาคอยcommentให้ทุกอัน (แม้ว่าจะโดนบังคับก็ตาม) ทุกนาทีที่เราอยู่ด้วยกันในโรงหนัง ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเรา (เน่าม่ะ..เน่ามาก หมู่นี้ชักจะสรรเสริญ เพื่อนกาดเยอะไปหน่อยแหละ) หวังเป็นอย่างยิ่งยวดว่าจะได้ดูหนังด้วยกันในเวลาอันใกล้นี้

หมายเหตุ2 :  กลัวคนอื่นน้อยใจ ขอขอบคุณท่านเพื่อนที่มีรายนามดังต่อไปนี้ ที่ได้ไปท่องโลกเซลลูลอยด์ด้วยกัน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
 

กู๊ด กับการเล่าหนังชั้นยอดตอนม.ต้น / แอ้ม กับการถ่อไปดูหนังที่Houseครั้งแรกในชีวิตและอาการเสี้ยนอยากดู : Brokeback Mountain /
 

กุ้ง เป้ ไนซ์ : หนังควบ / แคท กับการดูหนังโรแมนติก : Just like heaven /
 

บิน กับอาการบิดไปบิดมาในโรง : Babel / ต้า กับการโดนฉุดกระชากลากถูด้วยความจำใจ ทั้งHouseและหนังเทศกาล /
 

เฟิร์น(เจ้าแม่หนังเลือดสาด)กะตาล กับความมันส์สุดตีน : Vacancy+Nana / บี กับการบึ่งรถหลังโรงเรียนเลิก : Superman Returns /
 

มุกกะตาม กับความครื้นเครง : ปิดเทอมใหญ่ฯ / ตั้ม ผู้สันทัดกรณีของเรา /
 

หญิง กับอารมณ์ชื่นชมหนังการ์ตูน / และคนอื่นๆ ที่ขาดตกบกพร่องไป ขออภัยที่ไม่ได้เขียนถึง แน่นอนคุณมีความสำคัญไม่แพ้กัน (แค่ผมจำไม่ได้เท่านั้นเอง)

หมายเหตุ3 :  สุดท้ายขอบคุณ บรรดาภาพยนตร์ทั้งหลาย ที่ทำให้โลกของผม..เอ่อ ดูดีขึ้นเยอะ

edit @ 23 May 2008 10:41:40 by rockalitm

      

JUNO (2007) หนังเล็กๆ ที่กระแสดีมากๆ ตอนเข้าฉายที่อเมริกา คำวิจารณ์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น Little Miss Sunshine ปี 2007 กวาดรางวัลมาทั่วทุกสารทิศ ก่อนจะเป็นม้ามืดมาแรงบนเวที OSCAR ปี 2008 ด้วยการเข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม(Jason Reitman) นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม(Ellen Page) ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และชนะไปในสาขาบทภายนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม(Diablo Cody..เปรี้ยวสุดบนเวทีoscar) และปิดรายได้ด้วยการเป็นหนัง 100 ล้านเหรียญฯ..ทำได้ไง

พอเข้าโรงปุ๊บ ก็ไปดูด้วยกระหายใคร่รู้ ว่ามันดีจริงอย่างที่เขาบอกกันมั้ย พอดูจบ..ก็สรุปได้ว่า มันไม่ดีอย่างที่เขาพูดกันหรอก แต่มันต้องใช้คำว่า "ดีโครตๆ" ถึงจะถูก Juno เป็นหนังจำพวก 'เรียนรู้ก่อนก้าวพ้นวัย' หรือทางศัพท์หนังจะเรียกหนังประเภทนี้ว่า Coming-of-age Juno มีความคล้ายกับ Little Miss Sunshine ในแง่ของการนำเสนอตัวเองเป็นหนังตลกผ่อนคลาย ทั้งๆที่รากฐานของเรื่องราวที่แท้จริง มันสะท้อนปัญหาครอบครัวที่เครียดสุดแสน หนังเล่าเรื่องราวของ Juno MacGuff เด็กสาววัย 16 ที่ตั้งท้องกับแฟนหนุ่มเนิร์ด Paulie Bleeker หลังจากบอกเรื่องนี้แก่ที่บ้านให้รู้ เธอตัดสินใจยกลูกให้กับครอบครัวหนึ่งซึ่งตัวภรรยาอยากมีลูกมากแต่ไม่สามารถ

Juno คิดมาตลอดว่า เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว และรู้เรื่องราวบนโลกใบนี้มากกว่าใครๆ นั่นก่อนที่เธอจะเจอเหตุการณ์ผิดแปลกของความรัก ซึ่งทำให้เธอตั้งคำถามแก่พ่อว่า "จะเป็นไปได้มั้ย ที่คนสองคนจะรักกันไปตลอด" แม้ว่าจะไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่แค่นั้นก็ทำให้เธอได้ค้นพบบทเรียนสำคัญในชีวิต ยิ่งท้องของเธอโตขึ้นเท่าไรสภาพจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเธอก็พร้อมที่จะโตตาม ปกติผมก็ดูไม่ค่อยออกหรอกน่ะ ว่าคนไหนเล่นดี เล่นไม่ดี แต่ Ellen Page สามารถทำให้ผมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับ Juno ฉากสำคัญที่ Juno เจอเรื่องวิกฤต แล้วจอดรถข้างทางเพื่อร้องไห้ แค่นั้นผมก็ใจสลายไปพร้อมกับเธอ นี่แหละมั้ง ที่เรียกว่าการแสดงที่ดี สมควรแล้วที่เธอได้เขาชิงสาขานักแสดงนำหญิง

หนังนำเสนอ Paulie Bleeker (เล่นโดย Michael Cera) ในบทเด็กหนุ่มใจร้าย ซึ่งไม่เคยมาดูแล Juno เลยนับตั้งแต่เธอท้อง ซึ่งผมก็คิดเช่นนั้นในตอนต้นเรื่อง แต่พอผมลองสมมติตัวเองให้เป็น Bleeker ผมก็ตระหนักได้ว่า ตัวเองอาจจะทำอะไรที่แย่กว่านั้นก็เป็นได้ และในฉากตอนท้ายที่ Bleeker นอนกอด Juno บนเตียงคนไข้ แค่นั้น ผมในฐานะคนดูก็พร้อมที่จะให้อภัยทันที

หนังได้การแสดงสมทบชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น Jennifer Garner (เล่นดีมาก) ในบท Vanessa Loring หญิงสาวที่อยากมีลูก ผู้พบว่าชีวิตคู่ของเธอไม่เป็นดังหวัง ฉากที่เธอสัมผัสท้องของ Juno ทรงพลังมาก Jason Bateman ในบท Mark Loring ชายหนุ่มผู้ไม่มีความสุขในชีวิตคู่ Allison Janney ในบท Bren MacGuff และ J.K. Simmons (ถ้าคุณยังจำได้เขาคือ บก.ข่าวสุดฮาใน Spider-man) ในบท Mac MacGuff แม่เลี้ยงและพ่อของJuno ผู้คอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และไม่เคยซ้ำเติม และที่น่ารักได้ใจผู้ชมคือ Olivia Thirlby ในบท Leahเพื่อนสนิทของ Juno ผู้คอยให้คำแนะนำดีๆ ตัวละครทุกตัวล้วนมองผ่านโลกในอารมณ์ดี ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะร้ายแรงแค่ไหน เหมือนพวกเขาจะเข้าใจธรรมดาของโลกได้เป็นอย่างดี

ตัวหนังไม่พยายามตัดสินตัวละครใดๆ ว่าใครถูกหรือผิด นี่ละมั้ง ที่คุณดูล้วนเทใจให้ ทุกคนไม่ต้องการคำพิพากษาในสิ่งที่ตนทำไป เพราะมันต้องมีเหตุผลของแต่ละคน แต่เราควรให้กำลังใจกัน และช่วยกันฝ่าฟันปัญหาให้ผ่านพ้นไป เหมือนในหนังที่ทุกคนไม่มานั่งต่อว่ากัน ไม่จมปลักกับความทุกข์ที่มีอยู่ แต่เดินหน้า ก้าวต่อไป แน่นอนที่ทุกข์นั้นมันจะฝังใจเราไปอีกนาน ไม่มีวันหาย แต่ควรเก็บมันให้อยู่ลึกที่สุด และอยู่อย่างมีความสุขกับปัจจุบันที่เรายังมีอยู่ เหมือนที่ Juno(และตัวละครทุกตัว) มั่นใจในลูกของเธอ ไม่ใช่แค่ 100 แต่เป็น 104%

หมายเหตุ 1 : หนังจี๊ดสุดยอดทุกวินาที ความขำขันไม่เคยจางหายแม้ฉากนั้นจะเครียดแค่ไหน มีความสุขและประทับใจมากที่ได้ดูJuno ในโรง ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งยวด

หมายเหต 2 : Soundtrack ในเรื่องสุดยอดมาก (ขอบคุณที่มีแปลเพลงในหนังด้วย) จี๊ดขึ้นสมองทุกเพลง "ฉันไม่ติดรูปเธอบนผนังแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่รักเธอนะ แต่ไม่อยากเห็นคนของเธอมากกว่า" "ถึงแม้ในระยะนี้เราจะไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่ในระยะยาวเราจะเป็นเพื่อนกัน" (เนื้อร้องประมาณนี้แหละ ถ้าจำผิดขออภัย)

หมายเหตุ 3 : ขอบคุณน่ะ 'เพื่อนกาด' ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน เรามีความสุขทุกครั้งที่มีแกนั่งอยู่ด้วยในโรง เราหวังว่าเรื่องนี้มันจะไม่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูด้วยกันในโรง เราอยากบอกว่า แกเจ๋งที่สุด สำหรับเรา

edit @ 16 May 2008 23:07:00 by rockalitm