คำเตือน บทความชิ้นนี้ไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ของหนัง แต่แนะนำว่าดูมาก่อนแล้วจะดีมาก

     ไปดูมาแล้ว!! ตามกระแสสังคม กับหนัง 'สี่แพร่ง' (2008) เห็นใครๆ ต่างพากันชอบอกชอบใจ หนังมีชื่อสากลอันสร้างสรรค์ว่า '4bia' (เท่กว่านี้มีอีกมั้ย) แต่อย่านึกน่ะว่าผมจะชอบไปซะหมด

  

ตอนที่ 1 เหงา ___ ผู้กำกับ : ยงยุทธ ทองกองทุน
     หนังเริ่มต้นด้วยอาการเหงาของหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งมาพร้อมกับการแสดงที่ขอปรบมือของ คุณเอ๋ มณีรัตน์ คำอ้วน ที่ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับเธอทุกฉาก หนังยังมีมุกเด็ดด้วยเสียงร้องอันน่ารักที่เต็มไปด้วยอารมณ์กลัวของคุณเอ๋ ที่ทำให้ทั้งโรงฮาครืน ทั้งๆที่คนดูก็กำลังกลัวอยู่ด้วย (สุดยอด..กลัวก็กลัวน่ะ แต่อยากฮาด้วย) และแน่นอนฉากไคลแมกซ์ที่ทำให้คนทั้งโรงสะดุ้งโหยง ที่ดูมีประสิทธิภาพมากๆ แต่..หลังจากตัวเองกลัวจดหัวหดเสร็จ ก็มานึกได้ว่า 'แค่ตกใจ แค่เนี้ย ไม่เห็นจะมีอะไรเลย' มันเป็นการตกใจที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งผมเสียดายกับการปูเรื่องมาดีมาก แต่มาจบด้วยแค่มุกบ้านๆ เฮ้อ..เอาเป็นว่า ประทับใจการแสดง แต่ไม่ประทับใจบทสรุป

หมายเหตุ : คือพูดในฐานะคนดูน่ะ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ยอมให้เครดิตแก่หนังสั้นเรื่อง'เหงา' ถึงแม้ตัวเองจะซื้อพล็อตมาแล้วก็เหอะ ติดตามหนังสั้นเรื่องนี้ได้ที่  http://video.mthai.com/player.php?id=23M1188968984M0 (ขอบคุณ'คุณตั้ม'ผู้สันทัดกรณีของเรา ที่ส่งหนังสั้นเรื่องนี้มาให้ดู)

ตอนที่ 2 ยันต์สั่งตาย ___ ผู้กำกับ : ปวีณ ภูริจิตปัญญา
ผมได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อนแล้ว อยู่ในหนังสือการ์ตูน 'จิตหลุด' ของคุณเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์(โฆษณาให้เลย ของเขาดีจริงน่ะ) ในการ์ตูนใช้ชื่อว่า 'อย่าอ่านชะตาจะขาด' พอมากลายเป็นหนังก็สนุกดีน่ะครับ ตื่นเต้นเลือดสาด หนังแทบถอดแต่ละหน้าของการ์ตูนเอามาขึ้นจอ รวมทั้งตอนจบที่เหมือนกันเด๊ะ แต่..ได้อารมณ์ไม่เหมือนกันแฮะ ผมขอเล่านิดนึง ตอนผมอ่านการ์ตูน พออ่านจบปุ๊บ ผมขว้างหนังสือทิ้งเลย แล้วความคิดแรกที่ผุดเข้ามาในสมองคือ 'แล้วกูจะตายมั้ยว่ะ' พร้อมอารมณ์กลัวสุดขีด ทั้งๆที่หนังใช้กลยุทธ์เดียวกันแต่มันไม่ใช่เลยอ่ะ คนดูกรี๊ดทั้งโรงก็จริงแต่ผมเชื่อว่ามันไม่ได้เกิดจากการกลัว แต่เกิดจากการตกใจมากกว่าที่มันพรึ่บเข้ามาบวกกับเสียงอันอึกทึก ผมอยากให้คนดูได้ความรู้สึกเหมือนที่ผมอ่านจัง ผมว่าน่ะ อาจเกิดจากการที่หนังไม่ให้คนดูได้ทำความความคุ้นเคยกับ 'สิ่งนั้น' เลย ทำให้ไม่กลัวแบบหลอน ได้แค่ตกใจนิดหน่อยแล้วก็ผ่านเลยไป เฮ้อ..ผมจะสนุกอยู่แล้วเชียว เพราะตอนแรกเลือดเต็มจอเลย ผมล่ะชอบ แต่พอยังงี้ก็เซ็งเลย แถมตอนท้ายยังมี CG อันตระการตา (ยังกะหลุดมาจากเกมตู้ House of the dead ยังไงยังงั้นเลย) เลยทำให้หนังลดความสยองลงไปหลายเลย

หมายเหตุ : ตอนแรกผมว่าจะหงุดหงิดอีกแหละ ที่หนังไม่ยอมให้เครดิตการ์ตูนเลย ไม่ว่าจะออกสื่อใดๆ แต่มารู้ทีหลังว่าคุณเอกสิทธิ์มาเขียนบทให้เอง ก็โอเคอ่ะ (ติดตามบลอกของคุณเอกสิทธิ์ได้ที่ http://eakasit.exteen. com)

ตอนที่ 3 คนกลาง ___ ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกูล
ผมว่าพื้นฐานจริงๆแล้วมันเป็นหนังตลกน่ะ แค่มีผีเป็นพล็อตรอง ซึ่งพอจะสยองก็สยองจริงจังจนผมนั่งไม่ติดที่ พอจะขำก็ขำแบบสุดลิ่มทิ่มประตู คนดูในโรงก็ร่วมทั้งขำ ทั้งกลัวร่วมกัน หนังมีส่วนผสมที่แปลกใหม่ เลยทำให้เรื่องนี้โดดเด้งขึ้นมาในสายตาผมทันที แล้วแต่ละมุกที่เล่นก็ฮาได้ใจ ทั้งๆที่บรรยากาศความสยองยังอยู่เต็มไปหมด จนบางทีผมยังบอกว่า 'พี่ค้าบ จะฮาไปถึงไหน กลัวจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาฮาอีก' พอถึงการเฉลยก็น่ะ เอาของเขามาเลย ล้อกันเต็มที่ ผมว่ามันดูเหมือนเป็นการคารวะมากกว่าน่ะ ผมว่าคนเขียนบทหรือ ผกก. ต้องชอบหนังเรื่องนั้นมากเลย ทั้งๆที่ตัวเองรู้ความจริงหมดแล้วน่ะ ตัวละครในเรื่องยังจะฮาอีกแหนะ ผมล่ะเฮ้อ..จะขำไปไหน แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือชอบสุดๆ อนาคตผมว่า ต้องเป็นต้นแบบของหนังสยองขวัญ/ตลกให้กับหนังเรื่องอื่นๆ ชัวร์

หมายเหตุ : ติดตามคุณฟรอยด์มาตั้งแต่เล่นละคร 'บ้านนี้มีรัก'(ไอ้ลิงค์ของคนดู) พอมาเล่นหนังเรื่องนี้ ยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่ รุ่งแน่ๆ

ตอนที่ 4 เที่ยวบิน 224 ___ ผู้กำกับ : ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
ตอนปิดท้ายที่ดูดีสุดๆ มีเนื้อเรื่องที่มีน้ำหนักมากที่สุดในบรรดา 4 ตอน มาพร้อมกับการแสดงที่ขอปรบมืออีกครั้งของ คุณพลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ หนังมีปมประเด็นที่ให้ขบคิด ผมยังคิดอยู่เลยว่า จริงๆแล้วเราต้องเอาใจช่วยตัวละครของคุณพลอยให้รอดพ้น หรือช่วยกันสมน้ำหน้าดี (ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณพลอยเล่นดีจริงๆ) ฉากสยองก็ดูจริงจัง มีประสิทธิภาพมาก เพราะคนดูก็ร่วมกันวี้ดว้ายอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผมอ่ะหรอ..เหอะๆ หลุดปากออกมาว่า 'โอย โอย พอแล้ว กลัวแล้ว' และสั่นไปทั้งตัว (ฮาตัวเอง) ผมชอบฉากจบมากๆเลย ทำให้ทั้งเรื่องดูมีเหตุผล 'เพื่อนกาด' ที่ไปดูด้วยกัน ได้เสนอแง่มุมแปลกใหม่ ประมาณว่า มีตัวละครตัวหนึ่งที่ดูเหมือนตั้งใจจัดฉากให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น ถ้าใครได้ดูแล้ว ลองคิดดูน่ะครับ ไม่ว่าจะเรื่อง กาแฟ อาหารของพลอย การตายของศพ ซึ่งพอผมฟัง'เพื่อนกาด'จบปุ๊บ  เออว่ะ เหมือนจะใช่เลย สรุปคือ หนังสยองสุดๆ และมีบทที่แข็งแรง

หมายเหตุ : การที่หนังเล่าเรื่องบนเครื่องบินซึ่งเป็นที่แคบ แต่ผมกลับไม่รู้สึกกดดันเท่าที่ควรแฮะ ไม่เหมือนกับตอนดูเรื่อง Flightplan(2005) ซึ่งเล่นกับที่แคบได้ดีมาก กดดันสุดๆ

สรุป : ถ้าพูดถึงการเป็นหนังสยองขวัญก็ถือว่าสอบผ่านมากๆ แม้ว่าบางตอนเนื้อเรื่องจะอ่อนไปหน่อย น่าจะมีอะไรมากกว่านี้ มุกน่ากลัวบางมุกก็สามัญพบได้ทั่วไป แต่ก็น่ะ ยังไงก็ยังใช้ได้ผลอยู่ (แต่ถ้าเล่นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่แน่เหมือนกัน) ฉากสยองทั้งหลาย มันคือฉากที่หนังผีทั่วไปควรมีนั่นแหละ ไม่ได้แปลกใหม่อะไร เช่น พอเสียงเงียบกริบเมื่อไร เมื่อนั้นแหละที่ผีจะโผล่ หรืออัดเสียงโครมครามกันเต็มที่ ให้กลัวหัวหดไปข้างเลย พอดูจบก็จบกัน ไม่ได้เอาไปหลอนที่บ้านเลย เซ็งน่ะเนี่ย ถามว่าคุ้มค่า 120 บาทมั้ย ขอคืน 30 ล่ะกัน แต่ที่อัศจรรย์ใจที่สุดคือบรรยากาศในโรงอันสนุกสนาน คนดูทุกคนเหมือนเป็นเพื่อนกัน เข้ามาครื้นเครงด้วยกัน น้อยครั้งนักที่คุณจะได้เห็นอะไรแบบนี้

edit @ 13 May 2008 22:44:15 by rockalitm

 คำเตือน : บทความชิ้นนี้เป็นของคนดูหนังที่ไม่เคยเข้าใจสัญลักษณ์ใดๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเลย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา (จะมีอะไรมากกว่าบอกเวลา) กุญแจ (จะมีอะไรมากกว่าที่ตัวละครบอก) การใช้แสงสีนั้นสีนี้ การวางมุมกล้องใดๆ เพราะฉะนั้นขอโทษด้วยที่บทความนี้ดูบ้านๆ ไม่เจาะลึกเหมือนคนอื่นๆ

        

My blueberry nights(2007) (หนังมีชื่อไทยเก๋ๆว่า '300 วัน 5000 ไมล์ ห่างไกลไม่ห่างกัน') หนังสุ่มดูในโรงเรื่องล่าสุด ก่อนดูรู้แค่ว่าเป็นผลงานของผกก.หว่องกาไว (ไม่ค่อยได้ดูผลงานของเขาเท่าไร เคยดู 2046 แต่ไม่จบเพราะทนไม่ไหว) ที่ข้ามมาทำหนังพูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องแรก และเป็นการแสดงครั้งแรกของนักร้องสาวแจ๊ส Norah Jones แถมได้เล่นบทนำอีกต่างหาก ส่วนตัวหนังได้ยินกิตติศัพท์ว่าเหงา เนือย อืด ขอยืมคำจากพี่จ๋องแห่งหนังหน้าไมค์ว่า 'จะช้าไปไหน' แต่พอดูจบ ไม่เห็นอืดเลย ดูเพลินดี แต่ไม่เหงาอย่างที่คิด

หนังเต็มไปด้วยความเหงา เล่าเรื่องของ หญิงสาวที่เพิ่งถูกหักอก ได้เพื่อนปรับทุกข์เป็นเจ้าของร้านขายพาย ที่ไม่เคยขายพายบลูเบอรี่หมด และตัดสินใจออกเดินทางเพื่อเรียนรู้ชีวิต คนที่เธอพบล้วนแต่มีอาการเหงาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ชายผู้เปลี่ยวเหงาเพราะไม่เคยเปลี่ยนแปลงในรักครั้งเก่า หญิงงามผู้มีอารมณ์เหงา เพราะการกระทำกับใจไม่ตรงกัน และหญิงสาวผู้เดียวดายที่เชื่อเสมอว่าเธออ่านใจคนอื่นออก แต่กับใจตัวเองไม่เคยเลยสักครั้ง

  

หนังได้การแสดงสมทบชั้นดีจากนักแสดงชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Jude Law Natalie Portman และ Rachel Weisz(สวยสุดๆ ชอบบทของเธอมากๆ) ส่วน Norah Jones กับการแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง ผมว่าก็โอเคน่ะ เธอเล่นได้น่ารัก และเข้ากับบทดี ไม่รู้สึกขัดใจแต่อย่างใด ผมไม่แน่ใจว่าทางศัพท์ภาพยนตร์จะเรียกหนังเรื่องนี้ว่า 'road movie' ได้หรือไม่ ใครรู้ช่วยบอกที แต่ที่แน่ๆคือ หนังดูสบายๆ ไม่ถึงกับช้ามาก แต่ความรู้สึกเหงายังไม่ค่อยแทรกซึมเข้าสู่ตัวเท่าไร อาจเป็นเพราะยังไม่เคยรู้สึกเหมือนตัวละครก็เป็นได้

'ขอแค่รู้ใจตัวเอง โลกนี้ก็ไม่เหงาอีกต่อไป' หนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ แต่ผมดูยังไงก็แปลไม่ออก เอาเป็นว่าหนังดูเพลิน คุ้มค่าราคาตั๋วครับ

หมายเหตุ 1 : ควันบุหรี่ในหนังเรื่องนี้ ดูโรแมนติกที่ซู้ด..เลย (แต่ไม่ดีต่อสุขภาพน่ะ)

หมายเหตุ 2 : การที่เก้าอี้ข้างๆ ไม่มีใครนั่งดูด้วย ดูจะเหงามากกว่าตัวหนังซะอีก

edit @ 13 May 2008 22:42:03 by rockalitm

พักเรื่อหนัง มาคุยเรื่องอื่นกันบ้าง
ผมคิดมาเสมอว่า จดหมาย คือการสื่อสารที่คลาสสิก-โรแมนติกที่สุด ผมว่ามันเต็มไปด้วยความตั้งใจของผู้เขียนที่อยากสื่อสารกับเรา ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่มีโอกาสได้เขียนจดหมายหรือได้รับจดหมาย และจดหมายมักถูกบรรจุอยู่ในหนังรักหลายๆเรื่อง ที่เราต่างชอบๆกัน(Love letter/Il mare)  แต่..ยังมีการสื่อสารที่ถึงแม้จะไม่โรแมนติกเท่า แต่คลาสสิกมากๆ และกำลังจะกลายเป็นอดีต!!
ผมกำลังพูดถึง โทรเลข (ของเมืองไทย) ที่กำลังจะถูกยกเลิกการให้บริการ 1 พ.ค.นี้ นั่นหมายถึงเรามีเวลาใช้บริการส่งโทรเลขถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้น และ..เมื่อวาน ผมก็ได้ใช้บริการแล้วด้วย ที่ผมตื่นเต้นสุดๆคือ เป็นการส่งโทรเลขครั้งแรก และครั้งสุดท้ายในชีวิต!! คนเราก็เป็นอย่างเนี้ยแหละ ตอนที่มันยังอยู่กับเราตั้งนาน เรากลับมองข้าม แต่พอมันจะจากไป กลับอยากไปหามันซะงั้น...

ผมไม่แน่ใจว่ามีไปรษณีย์ที่ไหนบ้างยังให้บริการโทรเลขอยู่ แต่ที่แน่นอนชัวร์ คือไปรษณีย์กลาง บางรัก เพราะผมไปมาด้วยตัวเอง แปลกดี..ที่ไม่ค่อยมีใครกระตือรือร้นอยากไปเหมือยผมเลย ถามใครก็เฉยๆกัน ผมเลย 'ไปคนเดียวก็ได้ว่ะ' การเดินทางไปก็ไกลมากๆ ผมนั่งรถเมล์สาย 16 เกือบ 2 ชม. กว่าจะถึง แต่พอถึงก็ต้องตกใจ 'ทำไมคนเยอะอย่างนี้ว่ะ' แปลว่ายังมีคนสนใจเยอะทีเดียว ที่นี่จัดนิทรรศการ'โทรเลขไทย' และเห็นว่าจะมีการจัดงานอำลาโทรเลข วันที่ 30 เม.ย.ด้วย

  

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับป้าท่านหนึ่ง แกมาส่งโทรเลขเหมือนกัน ป้าบอกผมว่า เมื่อก่อนยังไม่ค่อยมีโทรศัพท์ใช้กัน โทรเลขจึงเป็นการสื่อสารที่เร็วมากๆ ส่งตอนเช้า อาจถึงตอนบ่ายเลยก็ได้ แต่ป้าไม่ค่อยชอบได้รับเท่าไรเพราะส่วนใหญ่มักเป็นข้อความเรื่องร้ายๆ คนนี้ตายมั้งล่ะ ญาติเสียมั้งล่ะ ได้รับโทรเลขทีไร ป้าใจไม่ดีทุกที

ผมรู้คร่าวๆว่า โทรเลขคิดค่าส่ง คำละบาท หมายถึง ส่งข้อความไปกี่คำ ก็คิดค่าส่งตามนั้น แต่ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าจริงๆแล้ว เบ็ดเสร็จจะคิดค่าส่งกี่บาทกันแน่ ผมเขียนส่งไปทั้งหมด 24 แผ่น ทั้งส่งให้ตัวเองและคนใกล้ชิดด้วย ช่วงคิดเงินยืนรอนานมาก เพราะเจ้าหน้าที่ต้องนับทีละคำ ทีละฉบับ บางคนส่งแค่ 4-5 แผ่นก็เร็วหน่อย แต่ถ้ามีคนอย่างผมเยอะๆ ก็คงแย่เหมือนกัน คนอื่นๆที่รอต่อคิวไม่ต้องส่งกันพอดี (นิสัยไม่ดีนะเรา) สุดท้ายสูญเงินไปทั้งสิ้น 376 บาท!!! ทำไมมันมากอย่างนี้ แต่เอาเหอะ..ไหนๆ ก็ตั้งใจมาแล้ว ไม่เป็นไร และผมยังสั่งจองโทรเลขที่ระลึก แต่เป็นปริศนา ที่ไปรษณีย์จะจัดส่งให้เอง ชุดละ 30 บาท อยากรู้จริงๆ ว่าจะเป็นยังไง พอออกจากไปรษณีย์กลาง บางรักตอน 16.30 น. (เข้าไปตอน 14.00 น.) ตรวจเงินในกระเป๋าสตางค์เหลือแค่ 20 บาท!! พระเจ้าช่วย..ค่ารถเมล์กลับพอดี  

   

ผมเชิญชวนเพื่อนๆทุกคนน่ะครับ ย้อนอดีตเป็นครั้งสุดท้าย ผมเชื่อว่าหลายๆคนยังไม่เคยใช้บริการเหมือนผม ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ ไปที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก ถึงจะไกลหน่อย แต่คุ้มค่าที่สุดครับ ไว้ได้รับโทรเลขของตัวเองแล้วจะมาบอกครับ และผมหวังว่าใครก็ตามที่ได้รับโทรเลขจากผม จะมีความสุขมากๆ และมั่นใจได้เลยว่าคุณคือคนที่ผมคิดถึงมากๆ ครับ

หมายเหตุ : ส่งโทรเลขที่ไปรษณีย์กลาง บางรักได้ถึง 30 เม.ย. นี้น่ะครับ อย่าลังเล ไปเลยครับ

edit @ 13 May 2008 22:40:49 by rockalitm

ตอนที่หนังเรื่องนี้เข้าใหม่ๆ ก็ครหาไปแล้วว่า 'หนังบ้านๆ สงสัยลงวิดีโอเลย' แต่มีผู้สันทัดกรณีเรื่องหนังท่านหนึ่งบอกว่า 'หนังดีเลย ไปหามาดูซะ' พอเหลือแผ่นละ 29 บาท เลยรีบซื้อเลย 555+

 

The Descent (2006) หนังมีดีกว่าที่คิดไว้ หนังเล่าเรื่องของกลุ่มเพื่อนสาวนักผจญภัย 6 คน ที่ตกลงใจกันเข้าไปเที่ยวในถ้ำ โดยมารู้ทีหลังว่า เพื่อนผู้เป็นคนนำทางโกหก เพราะถ้ำนี้ยังไม่มีใครเคยเข้ามาก่อน และที่โกหกก็เพราะอยากเป็นคนกลุ่มแรกที่เข้ามาเหยียบ (คิดได้เนอะ) และแน่นอนตามขนบของหนังสยองขวัญ ถ้ำถูกปิด ออกไม่ได้ และก็มาเจอะกับสัตว์ประหลาด พวกมันไม่ปล่อยให้รอดไปได้ง่ายๆ

หลังจากที่สัตว์ประหลาดโผล่ หนังเผยสันชาตญาณดิบที่อยู่ในตัวพวกเธอออกมา ทำให้พวกเธอดูโหดมากกว่าสัตว์ประหลาดด้วยซ้ำ หนังมีพล็อตรองว่าด้วย การเข้าใจผิดกัน ซึ่งทำให้เกิดโศกนาฏกรรมตามมา และบทสรุปของหนังเป็นอะไรที่ 'เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด' จริงๆ

งานภาพในถ้ำที่มีแสงน้อยเหลือเกิน มีข้อดีคือ ทำให้ชวนอึดอัด ประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ตลอดเวลา แต่ข้อเสียคือ คนดูเก็บรายละเอียดไม่ได้ เช่น มีคนตาย เรามองไม่ออกเลยว่าเป็นใคร

ผมได้ข้อสังเกตบางอย่าง คือ คนดูและพวกเธอตัดสินไปแล้วว่า พวกมันคือ'สัตว์ประหลาด' และคนดูก็เอาใจช่วยให้ 'สาวๆฆ่ามัน' ทั้งที่จริงๆแล้ว ถ้ำคือ บ้านของมัน พวกมันอยู่ที่นั่นมาก่อน ถ้าเรามองในมุมของ'สัตว์ประหลาด'บ้าง พวกมันก็ต้องคิดว่า สาวๆที่มาบุกรุก ก็ต้องเป็น'สัตว์ประหลาด' เหมือนกัน และการป้องกันตัวที่ดีที่สุดคือ จัดการกินซะ ก่อนที่สาวๆจะจัดการพวกมัน (และถ้ามองในมุมของโลกใบนี้ ประชากรต่างแก่งแย่งชิงดี แข่งขันกันในทุกๆเรื่อง นั่นอาจเป็นเพราะเราต่างเป็น'สัตว์ประหลาด'ของกันและกัน ก็เป็นได้)

หมายเหตุ 1 : ได้ยินมาว่าเวอร์ชันที่ฉายในอเมริกา จบแบบมีความสุข ผมว่าจบแบบที่ผมได้ดูดีกว่าเยอะ มันทำให้ผมตระหนักว่า ไม่มีอะไรที่ง่ายดายเสมอไป และก่อนที่จะทำอะไร ควรคิดให้รอบคอบ

หมายเหตุ 2 : หนังแอบแฝงประเด็น สิทธิสตรีได้อย่างแนบเนียน ผมชอบมาก

หมายเหตุ 3 : ไม่เกี่ยวกับหนัง แต่ผมสงสัยว่า เพลงใหม่ของเจ๊ Madonna ชื่อ '4 minutes' แล้วทำไมเพลงใหม่ของวงกะลาต้องชื่อ '4นาที' ด้วย อะไรมันช่างดลจิตให้คิดเหมือนกัน

edit @ 13 May 2008 22:40:00 by rockalitm

ก่อนเข้าเรื่อง ขอบ่นหน่อย ผมโมโหเล็กน้อยที่หนังเรื่อง 'สี่แพร่ง'ตอน 'ยันต์สั่งตาย'ไม่ยอมให้เครดิตกับหนังสือการ์ตูนเรื่อง 'my mania จิตหลุด' (หนังสือการ์ตูนเล่มเดียวกับที่หนัง 13 เกมสยอง เอาเรื่องหนึ่งในหนังสือไปสร้าง) ผมมั่นใจแน่นอนว่า 'ยันต์สั่งตาย' ต้องมาจากเรื่อง 'อย่าอ่าน ชะตาจะขาด' ถ้าใครได้อ่านคงมั่นใจเหมือนผม และผมว่าหนังคงไม่ดัดแปลงอะไรมาก โดยเฉพาะมุกตอนจบ เพราะตอนผมเปิดอ่านถึงหน้าสุดท้าย ผมโยนหนังสือทิ้ง แล้วร้องลั่นบ้านเลย น่ากลัวมาก คิดแล้วยังขำตัวเองอยู่เลย

My little eye(2002) หนังสยองขวัญทุนต่ำ แต่มาพร้อมกับเทคนิคการเล่าที่แปลกใหม่ โดยภาพทั้งหมดที่อยู่ในหนัง ล้วนมาจากกล้องวงจรปิด! ใช่แล้ว หนังคือรายการเรลลิตี้ที่นำคน 5 คนมาอยู่ในบ้าน กติกาก็แค่ต้องอยู่ในบ้านหลังนี้นาน 6 เดือน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามมีคนถอนตัว ไม่งั้นถือว่าทุกคนแพ้หมด รางวัลคือเงินคนละ 1 ล้านเหรียญ แน่นอนที่มันไม่ง่ายขนาดนั้น มีเหตุการณ์น่าสงสัยมากมาย ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้เข้าแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น จดหมายที่ส่งมาบอกว่าญาติเสียชีวิต เรื่องราวน่ากลัวสมัยเด็กของผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง การมาของชายแปลกหน้า กระเป๋าเปื้อนเลือด เลือดบนหมอน และการตายของผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง

หนังเสี่ยงมากที่ทดลองเล่าเรื่องแบบนี้ แต่สิ่งที่ผมได้คือความน่ากลัวจากมุมมองของกล้อง ผมยังสงสัยเลยว่า 'โอ้โห..มุมมองไม่ซ้ำกันเลย มันใช้กล้องกี่ตัวว่ะเนี่ย' และที่ผมตื่นเต้น(อยู่คนเดียว)คือ มีกล้องแม้กระทั่งกระบอกไฟฉาย หนังเพิ่มความน่าสะพรึงขึ้นเรื่อยๆ คนในบ้านเริ่มวิตกจริต เริ่มเห็นแก่ตัว และกลับมาสามัคคีกันได้แต่ก็ไม่ช่วยอะไร น่าสียดายอยู่หน่อยที่หนังเลือกบทสรุปแบบหนังสยองขวัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งๆที่มีปมมากมายที่ทิ้งไว้ตอนต้นเรื่อง แต่กลับเล่ารวบรัด เลยทำให้ตอนจบกลับแผ่ว ไม่น่ากลัวเท่าไร

แต่ยังไงก็ถือเป็นหนังที่กล้ามาก และทำให้คนดูเริ่มรู้สึกไม่ไว้วางใจตั้งแต่เริ่มเรื่อง(ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเลย) ถือเป็นหนังที่แปลก แตกต่าง ดูไว้เป็นกรณีศึกษาแล้วกันครับ

edit @ 13 May 2008 22:39:18 by rockalitm

 

 Be With Me(2004) หนังที่กระแสดีมากๆ เมื่อตอนออกฉาย หนังรักเล็กๆ จากญี่ปุ่นเรื่องนี้ ได้ใจคนไทยไปมากโข แต่ผมเพิ่งได้ดู (ตามเคย) หนังเล่าเรื่องของ 'แม่' ผู้กลับมาหาครอบครัวตามคำสัญญา หลังจากตายไป และกลับมาในฤดูฝน แต่เธอกลับจำครอบครัวตัวเองไม่ได้ แน่นอนหนังมีเงื่อนงำให้ชวนติดตาม 'แม่' กลับมาได้ยังไง เป็นผีหรือเปล่า หรือว่ายังไม่ตาย 'พ่อ' ป่วยเป็นอะไร 'แม่'กับ'พ่อ' รักกันได้ยังไง กล่องใบที่'ลูก'ตามหามีอะไรซ่อนอยู่

  หนังมาพร้อมบทและการแสดงที่คนดูอมยิ้มตลอดเวลา และมีความสุขมากๆ หลังได้ดูจบ ตอนที่ฉายในโรง มีแต่คนร้องไห้กันเป็นแถว ผมเลยคิดว่าใครไม่ร้องไห้คงถูกหาว่าเชยก็เป็นได้ (ล้อเล่นน่ะ) หนังมาพร้อมกับบทสรุปที่น่าประทับใจกับความรักของ 'แม่'กับ'พ่อ' ผมผิดหวังนิดหน่อยที่หนังเฉลยการกลับมาของ'แม่' แบบแฟนตาซีไปหน่อย ผมนึกว่าจะมาแบบสมจริงและเป็นไปได้ซะอีก แต่อย่างว่า หนังมันแฟนตาซีมาตั้งแต่ต้นแล้วนี่หน่า แต่ยังไงมันก็เป็นหนังทีใครๆ หลงรักอยู่ดี ผมล่ะชอบที่ซู้ดเลย หนังรักมันก็ดียังเงี้ย ทำให้เราอิ่มเอมใจ และทำให้ผมมั่นใจว่ารักแท้มันต้องมีให้เราละน่ะ (เพ้อสุดๆ)  เอาเป็นว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!!

my massage : 'รักแท้' ไม่ว่าผลข้างหน้า มันจะเลวร้ายเพียงใด แต่เราไม่ควรปล่อยมันหลุดลอยไป เพราะยังไงมันก็ทำให้เรามีความสุข แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในระยะยาว'รักแท้' จะยังอยู่ตราบที่ลมหายใจของอีกฝ่ายจะหมดลง

หมายเหตุ 1 : ผมเกือบจะร้องไห้แล้ว แต่มีโทรศัพท์เข้ามาตอนไคลแมกซ์พอดี พอกลับมาดูใหม่ น้ำตาหายไปหมดเลย เซ็ง!!!

หมายเหตุ 2 : ผมชอบข้อความบนปกหนังมากๆ "แม่ครับถึงฤดูฝนจะพาแม่กลับมาอยู่กับเราแค่ 6 สัปดาห์ แต่ผมจะรักแม่ตลอดไปครับ" ไม่แน่ใจว่ามีอยู่ในหนังหรือเปล่า แต่อ่านทีไร จะร้องทุกที

หมายเหตุ 3 : มีเป็นนิยายด้วย ใครอยากอ่านเชิญตามหาได้ ในชื่อเรื่อง "แล้วฉันจะกลับมา" แว่วๆว่า ไม่ค่อยเหมือนตัวหนังเท่าไร

ขอขอบคุณเพื่อนกาดด้วยครับ ที่ซื้อเรื่องนี้มาให้ผม แต่ตัวเองอดดูเลย สมน้ำหน้า 555+

edit @ 13 May 2008 22:38:49 by rockalitm