juno

      

JUNO (2007) หนังเล็กๆ ที่กระแสดีมากๆ ตอนเข้าฉายที่อเมริกา คำวิจารณ์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น Little Miss Sunshine ปี 2007 กวาดรางวัลมาทั่วทุกสารทิศ ก่อนจะเป็นม้ามืดมาแรงบนเวที OSCAR ปี 2008 ด้วยการเข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม(Jason Reitman) นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม(Ellen Page) ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และชนะไปในสาขาบทภายนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม(Diablo Cody..เปรี้ยวสุดบนเวทีoscar) และปิดรายได้ด้วยการเป็นหนัง 100 ล้านเหรียญฯ..ทำได้ไง

พอเข้าโรงปุ๊บ ก็ไปดูด้วยกระหายใคร่รู้ ว่ามันดีจริงอย่างที่เขาบอกกันมั้ย พอดูจบ..ก็สรุปได้ว่า มันไม่ดีอย่างที่เขาพูดกันหรอก แต่มันต้องใช้คำว่า "ดีโครตๆ" ถึงจะถูก Juno เป็นหนังจำพวก 'เรียนรู้ก่อนก้าวพ้นวัย' หรือทางศัพท์หนังจะเรียกหนังประเภทนี้ว่า Coming-of-age Juno มีความคล้ายกับ Little Miss Sunshine ในแง่ของการนำเสนอตัวเองเป็นหนังตลกผ่อนคลาย ทั้งๆที่รากฐานของเรื่องราวที่แท้จริง มันสะท้อนปัญหาครอบครัวที่เครียดสุดแสน หนังเล่าเรื่องราวของ Juno MacGuff เด็กสาววัย 16 ที่ตั้งท้องกับแฟนหนุ่มเนิร์ด Paulie Bleeker หลังจากบอกเรื่องนี้แก่ที่บ้านให้รู้ เธอตัดสินใจยกลูกให้กับครอบครัวหนึ่งซึ่งตัวภรรยาอยากมีลูกมากแต่ไม่สามารถ

Juno คิดมาตลอดว่า เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว และรู้เรื่องราวบนโลกใบนี้มากกว่าใครๆ นั่นก่อนที่เธอจะเจอเหตุการณ์ผิดแปลกของความรัก ซึ่งทำให้เธอตั้งคำถามแก่พ่อว่า "จะเป็นไปได้มั้ย ที่คนสองคนจะรักกันไปตลอด" แม้ว่าจะไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่แค่นั้นก็ทำให้เธอได้ค้นพบบทเรียนสำคัญในชีวิต ยิ่งท้องของเธอโตขึ้นเท่าไรสภาพจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเธอก็พร้อมที่จะโตตาม ปกติผมก็ดูไม่ค่อยออกหรอกน่ะ ว่าคนไหนเล่นดี เล่นไม่ดี แต่ Ellen Page สามารถทำให้ผมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับ Juno ฉากสำคัญที่ Juno เจอเรื่องวิกฤต แล้วจอดรถข้างทางเพื่อร้องไห้ แค่นั้นผมก็ใจสลายไปพร้อมกับเธอ นี่แหละมั้ง ที่เรียกว่าการแสดงที่ดี สมควรแล้วที่เธอได้เขาชิงสาขานักแสดงนำหญิง

หนังนำเสนอ Paulie Bleeker (เล่นโดย Michael Cera) ในบทเด็กหนุ่มใจร้าย ซึ่งไม่เคยมาดูแล Juno เลยนับตั้งแต่เธอท้อง ซึ่งผมก็คิดเช่นนั้นในตอนต้นเรื่อง แต่พอผมลองสมมติตัวเองให้เป็น Bleeker ผมก็ตระหนักได้ว่า ตัวเองอาจจะทำอะไรที่แย่กว่านั้นก็เป็นได้ และในฉากตอนท้ายที่ Bleeker นอนกอด Juno บนเตียงคนไข้ แค่นั้น ผมในฐานะคนดูก็พร้อมที่จะให้อภัยทันที

หนังได้การแสดงสมทบชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น Jennifer Garner (เล่นดีมาก) ในบท Vanessa Loring หญิงสาวที่อยากมีลูก ผู้พบว่าชีวิตคู่ของเธอไม่เป็นดังหวัง ฉากที่เธอสัมผัสท้องของ Juno ทรงพลังมาก Jason Bateman ในบท Mark Loring ชายหนุ่มผู้ไม่มีความสุขในชีวิตคู่ Allison Janney ในบท Bren MacGuff และ J.K. Simmons (ถ้าคุณยังจำได้เขาคือ บก.ข่าวสุดฮาใน Spider-man) ในบท Mac MacGuff แม่เลี้ยงและพ่อของJuno ผู้คอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และไม่เคยซ้ำเติม และที่น่ารักได้ใจผู้ชมคือ Olivia Thirlby ในบท Leahเพื่อนสนิทของ Juno ผู้คอยให้คำแนะนำดีๆ ตัวละครทุกตัวล้วนมองผ่านโลกในอารมณ์ดี ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะร้ายแรงแค่ไหน เหมือนพวกเขาจะเข้าใจธรรมดาของโลกได้เป็นอย่างดี

ตัวหนังไม่พยายามตัดสินตัวละครใดๆ ว่าใครถูกหรือผิด นี่ละมั้ง ที่คุณดูล้วนเทใจให้ ทุกคนไม่ต้องการคำพิพากษาในสิ่งที่ตนทำไป เพราะมันต้องมีเหตุผลของแต่ละคน แต่เราควรให้กำลังใจกัน และช่วยกันฝ่าฟันปัญหาให้ผ่านพ้นไป เหมือนในหนังที่ทุกคนไม่มานั่งต่อว่ากัน ไม่จมปลักกับความทุกข์ที่มีอยู่ แต่เดินหน้า ก้าวต่อไป แน่นอนที่ทุกข์นั้นมันจะฝังใจเราไปอีกนาน ไม่มีวันหาย แต่ควรเก็บมันให้อยู่ลึกที่สุด และอยู่อย่างมีความสุขกับปัจจุบันที่เรายังมีอยู่ เหมือนที่ Juno(และตัวละครทุกตัว) มั่นใจในลูกของเธอ ไม่ใช่แค่ 100 แต่เป็น 104%

หมายเหตุ 1 : หนังจี๊ดสุดยอดทุกวินาที ความขำขันไม่เคยจางหายแม้ฉากนั้นจะเครียดแค่ไหน มีความสุขและประทับใจมากที่ได้ดูJuno ในโรง ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งยวด

หมายเหต 2 : Soundtrack ในเรื่องสุดยอดมาก (ขอบคุณที่มีแปลเพลงในหนังด้วย) จี๊ดขึ้นสมองทุกเพลง "ฉันไม่ติดรูปเธอบนผนังแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่รักเธอนะ แต่ไม่อยากเห็นคนของเธอมากกว่า" "ถึงแม้ในระยะนี้เราจะไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่ในระยะยาวเราจะเป็นเพื่อนกัน" (เนื้อร้องประมาณนี้แหละ ถ้าจำผิดขออภัย)

หมายเหตุ 3 : ขอบคุณน่ะ 'เพื่อนกาด' ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน เรามีความสุขทุกครั้งที่มีแกนั่งอยู่ด้วยในโรง เราหวังว่าเรื่องนี้มันจะไม่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูด้วยกันในโรง เราอยากบอกว่า แกเจ๋งที่สุด สำหรับเรา

R O C K View my profile